จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก

  • 60 Replies
  • 613 Views
*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
รวมวิธีคลายร้อน ช่วยให้เจ้าตัวน้อยอารมณ์ดี

 

วันนี้ทาง www.baby8slot.com ที่เป็นแหล่งรวมสินค้า ของใช้เด็ก ทั้งรถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ฯลฯ มีทริคดีๆ ที่จะช่วยคลายร้อนให้กับเจ้าตัวน้อยของคุณแม่ทุกท่านมีอารมณ์ดี อย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยนั้นมี อากาศร้อน และร้อนมาก ถึงขั้นร้อนปรอทแตกกันเลยทีเดียว ขนาดคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ ยังทนร้อนแทบไม่ไหว แล้วเจ้าตัวน้อยที่เป็นแก้วตาดวงใจของคุณพ่อคุณแม่ จะทนไหวได้ยังไง จะไม่ร้องงอแง เพราะอากาศร้อนได้อย่างไร เรามาดูทริคดีๆ ที่ทางเราเอามาฝากกันค่ะ

 

การอาบน้ำ เล่นน้ำให้เต็มที่ คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นวันให้กับเจ้าตัวน้อยให้สดชื่น ร่าเริงตั้งแต่เช้าด้วยการเล่นน้ำ ตบท้ายด้วยการโรยแป้งเย็นให้กับผิวของเจ้าตัวน้อย หรือจะเพิ่มการเล่นน้ำยามบ่าย หรือตอนเย็น ก็เป็นตัวช่วยที่ดี คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนบรรยากาศให้เจ้าตัวน้อยเล่นน้ำนอกสถานที่ โดยเปลี่ยนจากการเล่นน้ำในห้องน้ำ เปลี่ยนมาเล่นที่สวน โดยใช้สายยางฉีดเล่นแทน ก็เพิ่มความสนุกให้เจ้าตัวน้อยและคุณพ่อคุณแม่ได้ใช้เวลาร่วมกัน หรือการเล่นน้ำในอ่างน้ำยางเป่าลม ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยมีความสุข



สวมเสื้อผ้าที่บางและโปร่งสบาย ระบายอากาศได้สะดวก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเสื้อผ้าเด็กให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในบ้านเรา อาจจะเป็นผ้าฝ้าย (cotton) หรือ ผ้าฝ้ายผสมผ้าใยสังเคราะห์ (cotton spandex) ที่สามารถดูดซับเหงื่อ และระบายอากาศได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญ ควรใส่เป็นเสื้อกล้าม หรือเสื้อแขนกุด เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยเกิดความรำคาญไม่สบายตัวระหว่างวัน

หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัด และดื่มน้ำให้มากๆ อาหารประเภทซุป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม ช่วงอากาศร้อนนี้ไม่ควรให้เจ้าตัวได้กิน หรืออาหารจานโปรดของเจ้าตัวน้อยที่เป็นจานโปรดก็อย่าให้ร้อนจัดจนเกินไป คุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้เย็นลงสักนิด ไม่งั้นความร้อนของน้ำซุป อาจจะทำให้เจ้าตัวน้อยร้อนปาก จนทำให้เจ้าตัวน้อยมีอารมณ์บูด งอแง ได้ง่ายที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เจ้าตัวน้อยได้จิบน้ำบ่อยๆตลอดทั้งวัน เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่เจ้าตัวน้อยสูญเสียไปกับเหงื่อในระหว่างวัน ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ยอมกินน้ำบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ลองหาแก้วน้ำลายน่ารักๆ ที่เจ้าตัวน้อยชอบให้ใช้ แต่ควรเลือกแก้วน้ำที่เป็นเกรดของใช้เด็ก เพื่อป้องกันสารเคมีที่อาจปนเปื้อนได้

 

พาเจ้าตัวน้อยเที่ยวตามสถานที่ที่อากาศเย็นสบาย คุณพ่อคุณแม่บางบ้านอาจวางแผนไปเที่ยวทะเล น้ำตก หรืออาจจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาเก็ตติดแอร์ใกล้บ้านก้ได้ค่ะ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน เจ้าตัวน้อยก็พร้อมให้ความร่วมมือสำหรับการได้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน

 

เปิดพัดลม และแอร์ช่วยคลายร้อน คุณพ่อคุณแม่บางบ้านอาจจะไม่อยากพาเจ้าตัวน้อยออกไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่ว่าจะเหตุผลอย่าง ออกไปเจออากาศร้อนๆ หรือไปเจอคนเยอะๆ การอยุ่บ้านเปิดพัดลม เปิดแอร์ อยู่ที่บ้านโดยการทำมุมหนึ่งให้เป็นมุมเย็นสบายให้กับเจ้าตัวน้อย เปิดพัดลมเพื่อระบายอากาศให้ระบายถ่ายเท แต่ถ้ายังร้อนอยู่การเปิดแอร์ให้เจ้าตัวน้อยก็เป็นอีกตัวช่วยให้เจ้าตัวน้อย ถ้าคุณแม่คุณพ่อกลัวเรื่องค่าไฟแพง ลองหาพัดลมไอเย็นมาเป็นตัวช่วยให้กับเจ้าตัวได้ค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเรื่องความชื่นในอากาศที่อาจจะมาเกิดไปด้วยนะคะ

 

การกินน้ำสมุนไพร ผลไม้แช่เย็น น้ำแข็งใสเย็น ก็ช่วยดับความร้อนได้ดี คุณพ่อคุณแม่ลองให้เจ้าตัวน้อยได้ลองกินน้ำ เก๊กฮวย หล่อฮังก๊วย หรือน้ำสมุนไพรที่มีคุณสมบัติคลายร้อนในร่างกาย ระหว่างวัน การหาอาหารว่างเป็นผลไม้แช่เย็น ที่ความฉ่ำ หวาน เย็นๆ เช่น แตงโม แคนคาลูป เงาะ ลิ้นจี่ เมล่อน น้ำส้มคั่น เพื่อเพิ่มความสดชื่นในระหว่างวันได้ดีทีเดียว คุณพ่อคุณแม่บางบ้านอาจจะใช้ผลไม้กระป๋อง นำไปแช่เย็นให้เป็นไอติมเกล็ดน้ำแข็ง ก็เป็นการทำให้เจ้าตัวน้อยชอบกินผลไม้ได้ค่ะ

 

ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ด หรือใช้สเปรย์บนใบหน้า และร่างกายลูกน้อย ถ้าอากาศร้อนๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นที่จะต้องหาตัวช่วยมาให้เจ้าตัวน้อย นอกจากวิธีที่ได้กล่าวไปแล้ว การใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือการใส่น้ำใลงในสเปรย์แล้วเอาไปแช่เย็นในตู้เย็น พออากาศร้อนจัดๆ จนเจ้าตัวน้อยเริ่มหงุดหงิด งอแง จากความร้อน ก็เอาสเปรย์ที่แช่เย็นเตรียมไว้มาฉีด หรือผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบหรือฉีดพ่นตามใบหน้า แขน ขา และตามตัว ก็ช่วยคลายร้อนได้อีกวิธี

 

นอกจากวิธีที่ได้กล่าวไปแล้วคุณพ่อคุณแม่ ก็อาจจะปรับสภาพแวดล้อม รอบๆบ้านให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี ให้มีลมช่วยระบายความร้อน ถ้าคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนมีพื้นที่มากพอก็ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาและเป็นการดูดซับความร้อน ทำให้บ้านเย็นขึ้นได้ค่ะ

คิดถึงของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ อย่าลืมคิดถึงเรานะคะ

www.baby8slot.com
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
การฝากครรภ์มีความสำคัญแค่ไหน?



วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ให้ทราบถึงความสำคัญของการฝากครรภ์กันค่ะ

ทันทีที่คุณพ่อคุณแม่รู้ตัวว่ากำลังจะมีเจ้าตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบไปหาคุณหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจ และฝากครรภ์ทันที ขณะเดียวกันก็จะมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำถึงต้องฝากครรภ์ การฝากครรภ์มีความจำเป็นแค่ไหน สมัยก่อนคนไทยก็ฝากครรภ์ไว้กับหมอตำแย รอให้ถึงเวลาคลอด ค่อยไปหา ทำไมสมัยนี้ถึงต้องฝากครรภ์ แล้วรอให้ถึงเวลาคลอดแล้วไปหาทีดียวได้มัย?

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญมาฝากค่ะ การฝากครรภ์นั้นมีความสำคัญ มีประโยชน์ต่อตัวคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์ เป็นอย่างมากค่ะ โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้  คุณแม่มีอัตราความเสี่ยงต่อการแท้ง หรือ ภาวะครรภ์ผิดปกติมาขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจจะมีสารบางอย่างเจือปนในระหว่างการปรุง หรือ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจมีการเดินทาง หรือ การทำงานอย่างหนัก เกิดภาวะความเคลียดของคุณแม่ ฯลฯ ดังนั้นคุณแม่จำเป็นที่จะต้องทำให้สุขภาพแข็งแรง อารมณ์ดี หลีกเลี่ยงอาหาร และพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อเจ้าตัวน้อยได้นะคะ การฝากครรภ์ เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้คุณแม่สามารถรับรู้ว่า สุขภาพของเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างไรแข็งแรงดีมั้ยหรือมีความผิดปกติหรือไม่จะทำให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้ทัน ซึ่งคุณหมอจะทำการนัดทุกเดือน และถี่ขึ้นเป็นทุก 2 อาทิตย์ หรือ ทุกอาทิตย์ ในช่วงใกล้คลอด เพื่อติดตามดูแลเจ้าตัวน้อยอย่างใกล้ชิด

 

เพื่อตรวจดูว่า เจ้าตัวน้อยมีการเจริเติบโต และพัฒนาการเป็นไปปอย่างปกติตลอดช่วงอายุครรภ์ หรือไม่ รวมถึงสังเกตท่านอน หรือสายรก ที่มีโอกาสพันคอของเจ้าตัวน้อย จนอาจเกิดอันตรายกับเจ้าตัวน้อยได้

 

เพื่อตรวจดูสุขภาพของคุณแม่ ว่ามีความสมบูรณ์พร้อม ในทุกช่วงระยะของการตั้งครรภ์ หรือไม่ คุณหมอที่วินิจฉัยโรคบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ และมีผลต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เพื่อทำการรักษา หรือป้องกันได้ทันท่วงที เช่น โรคโลหิตจาง ครรภ์เป็นพิษ ซิฟิลิส ฯลฯ เป็นต้น

 

ช่วยป้องกัน หรือลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ คุณหมอจะช่วยแนะนำคุณแม่ให้ปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในแต่ละเดือน ระหว่างการตั้งครรภ์

รู้อย่างนี้แล้ว คุณพ่ออย่าพลาดการพาคุณแม่ไปฝากครรภ์นะคะ เพราะนอกจากเพื่อสุขภาพของคุณแม่แล้ว ยังมีผลกับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย เราจะได้เฝ้าติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อย ตื่นเต้นไปพร้อมๆกันทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย

บทความข้างต้นเป็นเพียงเหตุผลคร่าวๆบางส่วน ของความสำคัญในการฝากครรภ์ของคุณแม่ เพราะการฝากครรภ์ในปัจจุบันมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่กับตัวคุณแม่เท่านั้นยังรวมไปถึงเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
ฝากครรภ์ที่ไหน และเมื่อไหร่ดี?

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ให้ทราบถึงความสำคัญของการฝากครรภ์กันค่ะ



ถ้าถามว่า ฝากครรภ์ ควรฝากเมื่อไรดี ขอบอกว่า ทันทีที่คุณแม่รู้ตัวว่าท้องกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ควรจะรีบ ฝากครรภ์ ให้เร็วที่สุดคะ เนื่องจากเจ้าตัวน้อย จะมีการเจริญเติบโต และพัฒนาการทางสมองรวดเร็วในช่วงแรก ดังนั้น ถ้าถึงมือคุณหมอ เราจะได้รับวิตามิน และโฟเลต (กรดโฟลิก) มาบำรุง ซึ่งจะเป็นการป้องกันการผิดปกติของเส้นประสาทของเจ้าตัวน้อยคะ

 

ส่วนเรื่องการ ฝากครรภ์ ควรฝากที่ไหนดี แนะนำว่า ควรฝากโรงพยาบาลที่คุณพ่อคุณแม่ไว้ใจที่ใกล้ตัวที่สุด อย่าลืมว่า เราไม่รู้ว่าจะปวดท้องคลอดเมื่อไร หากคุณแม่ฝากท้องไว้ไกลจากบ้าน หรือที่ทำงาน กว่าจะไปถึงโรงพยาบาล อาจไม่ทันการคะ สำหรับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวอยู่ ควรฝากครรภ์ ที่โรงพยาบาลเดียวกันกับที่ตรวจโรคประจำตัวนั้นๆ เพราะมีประวัติรักษา และการใช้ยาอยู่คะ และที่สำคัญอีกอย่างคืองบประมาณของคุณพ่อคุณแม่ตั้งงบไว้ค่ะ เพราะโรงพยาบาเอกชนและโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายต่างกันเยอะมากค่ะ

 

โรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลรัฐ ที่ไหนดีกว่ากัน

โรงพยาบาลเอกชน เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีงบในการฝากครรภ์และทำคลอดคะ เพราะจะได้รับการตรวจ และติดตามผลจากคุณหมอคนเดิมทุกครั้ง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย รวมถึงคลีนิคพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่บางท่านต้องใช้บริการเนื่องจากปัจจัยเรื่องสุขภาพหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการตรวจเป็นพิเศษของคุณแม่ จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติ ส่วนโรงพยาบาลรัฐจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ไม่สะดวกสบายมักจะต้องรอคิวนานและต้องตื่นไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าเนื่องจากมีผู้เข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถระบุแพทย์ได้ ยกเว้นแต่จะขอฝากครรภ์พิเศษ ซึ่งคุณแม่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นคะ

เมื่อคุณแม่ฝากครรภ์ คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 9 – 12 (คุณแม่บางท่านอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์) ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าตรวจของคุณหมอ ค่ายาบำรุง ค่าอัลตร้าซาวด์ ค่าวัคซีน ค่าตรวจเลือด เจาะน้ำคล่ำ ตรวจพิเศษอื่นๆ เป็นต้น

 

ค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์

โรงพยาบาลรัฐ

ค่าฝากครรภ์ครั้งแรก (รวมค่าตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ค่าคุณหมอ ฯลฯ) ประมาณ 1,500 บาท
ค่าตรวจครรภ์ ครั้งละประมาณ 80 – 300 บาท
ค่ายาตรวจการตั้งครรภ์ ประมาณ 1,000 บาท
ค่าอัลตร้าซาวด์ ครั้งละประมาณ 500 บาท
ค่าวัคซีน ประมาณ 200 บาท
ราคาข้างต้นที่ได้กล่าว เป็นราคาโดยประมาณเท่านั้น ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษอื่นๆ ในกรณีที่คุณแม่บางท่านมีภาวะแทรกซ้อนหรือมีภาวะเสี่ยงต่างๆ
โรงพยาบาลเอกชน

โรงพยาบาลเอกชนโดยส่วนมากจะเป็นแพ็คเกจเหมาจ่าย โดยครอบคลุมการตรวจทั้งหมด และแบ่งชำระเป็นงวด ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโรงพยาบาล บางแห่งรวมการฝากครรภ์ไว้กับแพ็คเกจคลอดด้วยก็มี ส่วนค่าใช้จ่าย นั้นจะเริมต้นที่ 10,000 – 30,000 บาท *โรงพยาบาลบางแห่งราคาแพงกว่านี้*
ตรวจครรภ์ตรวจอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้ว  รายการที่ต้องตรวจในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ จะไม่ต่างกันมาก มีตามนี้คะ

ตรวจปัสาวะ เพื่อวัดปริมาณ น้ำตาล และไข่ขาว / ตรวจทุกครั้งที่ทำการนัดแพทย์

ตรวจเลือด / ตรวจครั้งเดียวตอนแรกตั้งครรภ์

ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC

ตรวจหมู่เลือด Blood Group + RH

ตรวจหาธาลัสซีเมีย ( Hb typing )

ตรวจหาภูมิไวรัสตับอักเสบ (  Anti HBs Ag  )

ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ (   HBs Ag  )

ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ( VDRL )

ตรวจหาโรคเอสด์ ( HIV )

ตรวจหาเชื้อหัดเยอรมัน ( Rubella IgC )

อัลตราซาวด์ แบบ 2 มิติ / 2 – 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กันโรงพยาบาล โดยมากจะทำอัลตราซาวด์ตอนข่วงเดือน 4 หรือ 5 เพื่อดูความสมบูรณ์ของทารก และ ดูเพศ และทำอีกทีตอนเดือน 8 หรือ 9 เพื่อดูความพร้อมของทารกก่อนทำการคลอด

เจาะน้ำคร่ำ ในคุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือมีเหตุจำเป็นอื่น

ในกรณีที่คุณแม่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนกันบาดทะยัก จะต้องฉีด 2 เข็ม ด้วยคะ

 

ถึงแม้ว่า การฝากครรภ์ จะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายตามมา แต่ก็เทียบไม่ได้กับความสบายใจของคุณพ่อคุณแม่ ที่จะมั่นใจว่าเจ้าตัวน้อยของเรามีสุขภาพดี และกำลังเริงร่าอยู่ในท้องคะ

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
                                         การเตรียมตัวคลอดของคุณแม่

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่


การเตรียมตัวคลอดอาจเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณแม่คลายความเครียดและความวิตกกังวลในหลาย ๆ เรื่องได้ เพราะแม้จะมีกำหนดคลอดที่ชัดเจนแล้ว แต่ในบางครั้งการคลอดก็เป็นสิ่งที่ยากต่อการคาดการณ์ว่าจะเกิดเมื่อไหร่และเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้น การเตรียมความพร้อมให้ดีก็อาจช่วยให้ว่าที่คุณแม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เช่น เรียนรู้ขั้นตอนการคลอดเจ้าตัวน้อย ศึกษาเส้นทางไปโรงพยาบาล หรือจัดกระเป๋าเตรียมคลอด เป็นต้น

เตรียมตัวคลอดอย่างไรดี ?
เมื่อกำหนดการคลอดเจ้าตัวน้อยใกล้เข้ามาคุณพ่อคุณแม่ควรมี การเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับปัญหาต่างๆ หรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้  โดยอาจจะเตรียมตัวคลอดเจ้าตัวน้อยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

เรียนรู้ขั้นตอนการคลอดบุตร
คุณแม่ควรเริ่มเรียนรู้ขั้นตอนการคลอดเจ้าตัวน้อยในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่เมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ เพราะอาจช่วยให้เข้าใจระยะของการคลอด เรียนรู้วิธีจัดการกับความเจ็บปวด เทคนิคการหายใจ เทคนิคการผ่อนคลาย หรือรู้จักอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่อาจต้องใช้ในระหว่างคลอดเจ้าตัวน้อย โดยอาจศึกษาจากวิดีโอที่เชื่อถือได้ หรืออาจเข้าชั้นเรียนที่เปิดสอนในด้านการเตรียมตัวคลอดโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยไขข้อสงสัยหรือหาทางออกสำหรับความกังวลใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการคลอด

ปรึกษากับคุณแม่ที่มีประสบการณ์
การพูดคุยกับคุณแม่ท่านอื่นๆ ถึงประสบการณ์ต่างๆ ทั้งระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด อาจช่วยให้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดได้ดีขึ้น เช่น ปัญหาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ปัญหาการปัสสาวะหรือมีความต้องการทางเพศลดลง เป็นต้น

ศึกษาวิธีการให้นมลูกในเบื้องต้น
เจ้าตัวน้อยที่คลอดออกมาอาจไม่สามารถเริ่มดูดนมได้ในทันที ทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยจึงต้องเรียนรู้วิธีการดูดนมและให้นมระยะหนึ่ง ซึ่งการศึกษาวิธีให้นมเจ้าตัวน้อยอย่างถูกต้องในเบื้องต้นอาจช่วยให้คุณแม่มือใหม่รับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการให้นมหลังคลอดได้

พูดคุยกับลูกคนอื่นๆ และจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงในบ้าน
ลูก ๆ อาจยังไม่เข้าใจถึงการมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ประมาณ 2-3 เดือนก่อนคลอด และหากมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน เจ้าของอาจต้องศึกษาวิธีการสอนสัตว์เลี้ยงให้อยู่ร่วมกับสมาชิกใหม่ในบ้านอย่างทารกได้ ซึ่งอาจศึกษาได้จากหนังสือ บทความ หรือคลิปวิดีโอ และอาจพาสัตว์เลี้ยงไปเข้าชั้นเรียนกับครูฝึกผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะได้เช่นกัน

วางแผนการเดินทางและการใช้ยานพาหนะไปโรงพยาบาล
ควรวางแผนว่าจะเดินทางไปโรงพยาบาลอย่างไรให้สะดวกและปลอดภัยทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ตรวจสมรรถภาพรถยนต์และเติมน้ำมันให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับค่าที่จอดรถด้วย รวมถึงอาจปรึกษาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านเพื่อเป็นแผนสำรองไว้หากเกิดเหตุขัดข้องใด ๆ ขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงการโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน แต่ควรเตรียมความพร้อมทำตามแผนด้วยตนเองก่อน และเรียกรถพยาบาลต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น

ศึกษาเส้นทางไปโรงพยาบาล
อาจลองสำรวจก่อนว่าเส้นทางไปโรงพยาบาลที่จะคลอดนั้นกำลังปรับปรุงเส้นทางอยู่หรือไม่ และมีสภาพการจราจรเป็นอย่างไร เพื่อให้เตรียมเส้นทางสำรองอื่น ๆ เผื่อไว้ได้ สำรวจที่จอดรถที่สามารถเข้าสู่ตัวอาคารของโรงพยาบาลได้สะดวกที่สุด และศึกษาเกี่ยวกับกฎพื้นฐานของโรงพยาบาลและห้องคลอดต่าง ๆ ที่ควรรู้

จดรายชื่อเบอร์ติดต่อที่สำคัญ
ควรจดรายชื่อเบอร์ติดต่อที่สำคัญไว้ใกล้ตัว ในกระเป๋าถือ หรือบันทึกไว้ในโทรศัพท์ เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหาในกรณีฉุกเฉิน เช่น เบอร์โรงพยาบาล เบอร์สามี หรือเบอร์ผู้เฝ้าไข้ เป็นต้น

เตรียมเครื่องนอนและเสื้อผ้าของเจ้าตัวน้อย
ซื้อและติดตั้งคอกสำหรับเจ้าตัวน้อย ที่นอน หรือเปลเด็กให้เรียบร้อย โดยตรวจดูให้ดีว่าติดตั้งถูกวิธีและได้มาตรฐานหรือไม่ พร้อมซักทำความสะอาดเครื่องนอนต่าง ๆ อย่างผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน รวมถึงผ้าอ้อมและเสื้อผ้าของเจ้าตัวน้อยด้วย โดยอาจซักผ้าแต่ละชนิดแยกกัน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าปลอดสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก

หาผู้ช่วยแบ่งเบาภาระหลังคลอด
ในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดอาจต้องหาหรือจ้างผู้ช่วยมาดูแลแบ่งเบาภาระต่างๆ ในบ้าน เช่น คนทำความสะอาดบ้านและดูแลสัตว์เลี้ยง พี่เลี้ยงเด็กสำหรับลูกคนอื่นๆ หรือพี่เลี้ยงเด็กตอนกลางคืนสำหรับดูแลทารกแรกเกิด เป็นต้น ซึ่งการหาคนมาช่วยดูแลหรือจ้างวานผู้ช่วยมาทำหน้าที่ต่างๆ อาจช่วยให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลง ลดความกังวลด้านต่างๆ และช่วยให้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นด้วย

ซื้อตุนสิ่งของสำคัญต่างๆ
เมื่อกลับมาบ้านหลังคลอด คุณแม่อาจต้องยุ่งอยู่กับการดูแลเจ้าตัวน้อยและต้องการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งการซื้อของใช้ที่จำเป็นต่างๆ เข้ามาเตรียมไว้ในบ้าน เช่น กระดาษทิชชู่ ผ้าอนามัย เสื้อชั้นในให้นมลูก แผ่นซับน้ำนม ขวดนม หรือผ้าอ้อมเด็ก จะช่วยลดภาระในการออกไปหาซื้อของใช้เพิ่มเติม และอาจทำอาหารแช่แข็งไว้อุ่นรับประทานในช่วงนี้ด้วย เพื่อประหยัดเวลาในการทำกับข้าว

จัดกระเป๋าเตรียมคลอด
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการจัดกระเป๋าเตรียมตัวคลอด เพื่อเตรียมของสำคัญต่างๆ ที่ต้องใช้ในโรงพยาบาลสำหรับตนเอง ผู้ที่มาเฝ้าไข้ และทารกแรกเกิด โดยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ควรจัดใส่กระเป๋าเตรียมคลอด มีดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับคุณแม่ที่เตรียมคลอด และผู้ที่มาเฝ้าไข้
บัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
สมุดฝากครรภ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น บัตรประกันสุขภาพ เป็นต้น
เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูก
เครื่องใช้ในห้องน้ำ ลิปมัน ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่างๆ และยางรัดผม
ชุดสำหรับใส่ในวันกลับ
โทรศัพท์มือถือและสายชาร์จ
กล้องถ่ายภาพ หรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพเคลื่อนไหว หากต้องการบันทึกภาพกับลูกน้อย
หนังสือ นิตยสาร หนัง หรือเพลง เพื่อความผ่อนคลาย
เงินสด

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับเจ้าตัวน้อยแรกเกิด
ชุดนอนของทารกแรกเกิด
ผ้าห่อตัวเด็ก หรือผ้ามัสลิน
หมวกสำหรับทารกแรกเกิด
ผ้าอ้อม
สำลี
ชุดสำหรับให้เด็กใส่ในวันกลับ
สิ่งของที่ไม่ควรนำไปโรงพยาบาล
เครื่องประดับ
ของมีค่า หรือเงินสดจำนวนมาก
ยา หรือวิตามินต่างๆ ยกเว้นเมื่อต้องไปโรงพยาบาลที่ไม่เคยไปมาก่อน หรือไม่มีประวัติการรักษาอยู่
หลังคลอดแล้ว คุณแม่จะถูกย้ายไปแผนกหลังคลอด โดยให้ผู้ที่มาเฝ้าไข้นำสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ไม่ใช้แล้วกลับไปเก็บ เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับวางอุปกรณ์หรือของใช้หลังคลอดอื่นๆ

ด้วยการเตรียมตัวคลอดอย่างรอบคอบ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณแม่รวมถึงคนรอบข้างสามารถรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ในวันพิเศษที่รอคอยมานานได้เป็นอย่างดี

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

wartcocks

  • *****
  • 12075
    • View Profile

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
โภชนาการก่อนคลอดของคุณแม่ มีความสำคัญกับเจ้าตัวน้อยอย่างไร

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

หลังจากที่เจ้าตัวน้อยเริ่มก่อตัวขึ้นในครรภ์ สิ่งแรกที่คุณแม่จะมอบให้กับเจ้าตัวน้อย ก็คือ “สารอาหาร” นั่นเองคะ ดังนั้น โภชนาการก่อนคลอดของคุณแม่ จึงเปรียบเสมือนของขวัญชิ้นแรก ที่มอบให้เจ้าตัวน้อย เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านควรให้ความสำคัญ



คุณแม่รับประทานอะไรเจ้าตัวน้อยก็จะได้สิ่งนั้นด้วย โดยผ่านทางสายสะดือ ดังนั้น จึงบอกได้ว่า โภชนาการที่ดีจะช่วยให้คุณแม่และเจ้าตัวน้อยมีสุขภาพแข็งแรง และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้อีกด้วย คุณแม่ควรรับประทานที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป อย่าลืมว่า เจ้าตัวน้อยยังตัวเล็กอยู่ เค้าไม่ต้องการปริมาณที่มาก แต่ต้องการให้ครบทุกหมู่นะคะ ซึ่งสำคัญมากๆเลยค่ะ

 

สารอาหารที่จำเป็น และมีความสำคัญต่อเจ้าตัวน้อย มีตามนี้จ้า

 

โภชนาการก่อนคลอดของคุณแม่ มีอะไรบ้าง

โปรตีน

โปรตีนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อของเจ้าตัวน้อยในครรภ์รวมทั้งสมอง นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้เต้านมและมดลูกขยายตัวในระหว่างตั้งครรภ์ และมีบทบาทในการเพิ่มปริมาณเลือดให้มากขึ้นเพื่อส่งไปยังเจ้าตัวน้อย

แหล่งโปรตีน ที่สำคัญ เช่น : เนื้อสัตว์, ถั่ว, ไก่, ปลา, ถั่ว, เนยถั่ว

คุณแม่ต้องการโปรตีนเพิ่ม 60 มิลลิกรัมต่อวัน

 

แคลเซียม

แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ของคุณแม่และควบคุมระบบของเหลวในร่างกาย

แคลเซียมเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะดึงแคลเซียมจากร่างกายของคุณแม่ไปสร้างกระดูกและฟันของตัวเองด้วย ดังนั้นหากคุณแม่ไม่ทานอาหารที่มีแคลเซียมเยอะๆ ร่างกายก็จะมีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อการดูแลกระดูกและฟันของตัวคุณแม่เอง รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยก็จะดึงแคลเซียมไปได้น้อยมากจนส่งผลต่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยได้เช่นกัน

 
คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับแคลเซียมมากกว่าปกติจริงหรือไม่?

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์จะดูดซึมแคลเซียมผ่านคุณแม่ เพราะช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยอยู่ในครรภ์นั้นเป็นช่วงที่มีการพัฒนาการสูงมาก ร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ต้องการการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก สร้างกล้ามเนื้อ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ เมื่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ดูดซึมแคลเซียมผ่านคุณแม่ความหนาแน่นของมวลกระดูกคุณแม่จะลดลง เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียลที่เพียงพอ จะช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ลดการเกิดตะคริวได้อีกด้วย คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม

 

พบแคลเซียมได้จากไหนบ้าง?

เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง ดังนั้นต้องอาศัยอาหารเหล่านี้มาเติมเต็มได้แก่ นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ ผักใบเขียว ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากพืชผักได้น้อยกว่านมและก้างปลา ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทำได้โดยดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว แบ่งเป็นนมวัว 1 แก้ว และนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียมอีก 1 แก้ว ปลาที่กินทั้งกระดูก เช่น ปลาข้าวสาร ปลาตัวเล็ก กินร่วมกับข้าว ไข่ 1 ฟอง ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ผักใบเขียว ผลไม้ 2-3 ชนิด และเลือกอาหารไทยๆ ที่มีกะปิเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงเลียง ต้มส้ม แกงเผ็ดต่างๆ เป็นต้น

 

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กทำงานร่วมกับโซเดียม โพแทสเซียมและน้ำเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะช่วยให้ออกซิเจนเพียงพอจะจ่ายให้กับทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อย

แหล่งเหล็ก : ผักใบเขียว, ผลไม้, ธัญพืช, เนื้อสัตว์, ไข่, ผลไม้แห้ง

คุณแม่ต้องการธาตุเหล็กเพิ่ม 30 มิลลิกรัมต่อวัน

 

โฟเลต (กรดโฟลิค)

โฟเลต หรือที่เรียกกันว่ากรดโฟลิค มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงการเกิดข้อบกพร่องของท่อประสาท ซึ่งจะมีผลต่อสมองและเส้นประสาทไขสันหลังของเจ้าตัวน้อย ตัวอย่างของข้อบกพร่องท่อประสาท ได้แก่ bifida Spina และ anencephaly

แหล่งโฟเลต : ตับ, ถั่ว, ไข่, ผักใบเขียวเข้ม

คุณแม่ต้องการโฟเลตเพิ่ม 15 มิลลิกรัมต่อวัน

 

การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว นั้นยากที่จะทำให้คุณแม่รับปริมาณสารอาหารบางอย่างได้ครบ ดังนั้น คุณหมอจึงจัดวิตามิน, ธาตุเหล็ก และโฟเลต ให้คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อให้แน่ใจว่า คุณแม่และเจ้าตัวน้อย จะมีสุขภาพที่ดี พร้อมที่จะออกมาเผชิญโลกกว้าง

นอกเหนือจากการรับประทานอาหารที่ดี คุณแม่อย่าลืมดื่นน้ำเยอะๆ อย่างน้อย 8 แก้วในแต่ละวัน ด้วยนะคะ หรือถ้าสามารถดื่นน้ำเปล่าได้มากกว่าวันละ 8 แก้ว ได้ก็ยิ่งดีค่ะ

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
      สารอาหารที่สำคัญต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย  (1)

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างมากค่ะ เพราะถ้าคุณแม่กินน้อยหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อเจ้าตัวน้อยโดยตรง ทำให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นและอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ไม่แข็งแรง ถ้าเจ้าตัวน้อยได้รับสารอาหารที่เพียงพอ จะทำให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการที่ดีการเจริญเติบโตแข็งแรง ดังนั้นเรามาดูกันค่ะว่าสารอาหารที่จำเป็นต่อคุฯมีมีอะไรกันบ้าง



แคลเซียมกับการตั้งครรภ์
แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ของคุณแม่และควบคุมระบบของเหลวในร่างกาย
แคลเซียมเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะดึงแคลเซียมจากร่างกายของคุณแม่ไปสร้างกระดูกและฟันของตัวเองด้วย ดังนั้นหากคุณแม่ไม่ทานอาหารที่มีแคลเซียมเยอะๆ ร่างกายก็จะมีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อการดูแลกระดูกและฟันของตัวคุณแม่เอง รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยก็จะดึงแคลเซียมไปได้น้อยมากจนส่งผลต่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยได้เช่นกัน


คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรับแคลเซียมมากกว่าปกติจริงหรือไม่?
ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์จะดูดซึมแคลเซียมผ่านคุณแม่ เพราะช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยอยู่ในครรภ์นั้นเป็นช่วงที่มีการพัฒนาการสูงมาก ร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ต้องการการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก สร้างกล้ามเนื้อ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ เมื่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ดูดซึมแคลเซียมผ่านคุณแม่ความหนาแน่นของมวลกระดูกคุณแม่จะลดลง เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียลที่เพียงพอ จะช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ลดการเกิดตะคริวได้อีกด้วย คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม


พบแคลเซียมได้จากไหนบ้าง?
เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง ดังนั้นต้องอาศัยอาหารเหล่านี้มาเติมเต็มได้แก่ นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ ผักใบเขียว ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากพืชผักได้น้อยกว่านมและก้างปลา ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทำได้โดยดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว แบ่งเป็นนมวัว 1 แก้ว และนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียมอีก 1 แก้ว ปลาที่กินทั้งกระดูก เช่น ปลาข้าวสาร ปลาตัวเล็ก กินร่วมกับข้าว ไข่ 1 ฟอง ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ผักใบเขียว ผลไม้ 2-3 ชนิด และเลือกอาหารไทยๆ ที่มีกะปิเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงเลียง ต้มส้ม แกงเผ็ดต่างๆ เป็นต้น


โปรตีนกับการตั้งครรภ์
คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการโปรตีนต้องมากแค่ไหน จึงเพียงพอต่อการเติบโตของเจ้าลูกน้อยในครรภ์
โปรตีนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ต่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ โปรตีนมีความสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อให้เจ้าตัวน้อย สร้างรก สร้างเม็ดเลือดแดง ให้มีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งในขณะเดียวกัน ร่างกายคุณแม่เองก็ต้องการโปรตีน เพื่อช่วยซ่อมแซม และบำรุงเซลล์ต่างๆ และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย โปรตีนยังมีส่วนช่วยเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดแดงให้มากขึ้น และควบคุมน้ำหนักตัวคุณแม่ให้เหมาะสมอีกด้วยนะคะ


คุณแม่ต้องการโปรตีนในปริมาณมากน้อยเพียงใด เพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์อย่างเพียงพอทั้งต่อตัวคุณแม่ และเจ้าตัวน้อยน้อย สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ชาวไทยนั้น ปริมาณโปรตีนที่แนะนำต่อวันอยู่ที่ 77 กรัมค่ะ


แหล่งโปรตีนที่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จัดว่าเป็นโปรตีนสมบูรณ์ หรือโปรตีนคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบทุกตัว ในสัดส่วนเหมาะสมที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์สารอาหารได้ โดยที่นิยามของกรดอะมิโนจำเป็นนั้น ก็คือ กรดอะมิโนชนิดที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น


แหล่งโปรตีนจากพืชจัดว่าเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดกรดอะมิโนบางตัว หรือกรดอะมิโนที่พบก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ ดังนั้น เพื่อที่จะได้รับโปรตีนจากพืชอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณแม่จะต้องบริโภคโปรตีนจากพืช หลายๆ ชนิด เช่น ธัญพืชและถั่ว เช่น ต้องรับประทานข้าวและถั่วดำ ซึ่งอาจเป็นการทานในมื้อเดียวกัน หรือภายในวันเดียวกันก็ได้ วิธีการนี้จะช่วยเสริมโปรตีนให้ครบถ้วนมากขึ้นคะ


คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานเนื้อสัตว์วันละ 12 ช้อนกินข้าว หรือมื้อละ 3 - 4 ช้อนกินข้าว สำหรับ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ แต่ถ้า เป็นโปรตีนจากแหล่งอื่น ๆ ปริมาณที่ควรทานจะเปลี่ยนไปตามตาราง


ตัวอย่างปริมาณที่ให้คุณค่าทางอาหารเท่ากับเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว
อาหาร   ปริมาณ
ไข่             ½           ฟอง
ถั่วเมล็ดแห้ง     1           ช้อนกินข้าว
เต้าหู้แข็ง     2           ช้อนกินข้าว
เต้าหู้อ่อน     6           ช้อนกินข้าว


ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้อนเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นยังมีอาหารอีกหลายประเภทที่มีประโยชน์ตามแต่ละท้องถิ่นและ ยังมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ อีกหลายชนิด เราจะมาต่อกันในตอนต่อไปนะคะ เนื่องจากข้อมูลรายละเอียดจะยาวมากแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะเบื่อกันไปซะก่อน


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
         สารอาหารที่สำคัญต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย  (2)

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

วันนี้เราจะมาคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องสารอาหารที่สำคัญต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ในบทความที่แล้วเรา พูดกันถึง แคลเซียม และ โปรตีน เรามาดูกันค่ะว่าสารอาหารตัวต่อไปมีอะไรกันบ้าง


ธาตุเหล็กกับการตั้งครรภ์
ร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นต้องการธาตุเหล็กเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดแดงนั้นจะทำหน้าที่เพื่อเพิ่มและนำออกซิเจนไปสู่สมองของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ของคุณแม่ และส่งเสริมพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ หากคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ขาดธาตุเหล็กก็จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย ตัวซีด และอาจร้ายแรงถึงขั้นแท้งลูกได้ค่ะ

การที่ร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์จะรับธาตุเหล็กเพื่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ที่ถูกต้อง ควรรับจากการทานอาหารจะดีที่สุด เพราะเป็นธาตุเหล็กตามธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสม โดยช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อวัน (โดยปกติของคนทั่วไปควรได้รับ 15 มิลลิกรัมต่อวัน) อาหารที่มีธาตุเหล็กเหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ เนื้อปลา ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ มะเขือพวง ใบขี้เหล็ก มะเขือเทศ ผักกาดหอม ฟักทอง มันเทศ เผือก ใบชะพลู ชะอม ใบขึ้นฉ่าย งา ใบกะเพรา ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้เรายังมี 5 เมนูอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์เพื่อเสริมธาตุเหล็กกระตุ้นพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์มาฝากค่ะ

1. บรอกโคลี ผัดตับหมูน้ำมันหอย – คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กจากตับหมู และบลอกโคลี่

2. ผักโขมอบชีส – คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กจากผักโขม และชีส

3. ยำคะน้ากุ้งสดถั่วบด – คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กจากคะน้า กุ้งสด และถั่วที่ใช้โรยหน้า

4. ปลานึ่งผัก – คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กจากเนื้อปลาและผักนึ่งต่างๆ

คำแนะนำในการทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพื่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์

อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์เลือกทาน จะต้องสดใหม่ มีความสะอาดเป็นสำคัญ
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทานหลายๆ เมนูสลับกันไป ไม่ควรทานเมนูเดิมๆ ซ้ำ เพราะอาหารแต่ละชนิดจะมีสารอาหารอื่นๆ อีกที่จำเป็นต้องร่างกาย
นอกจากทานอาหารที่มีธาตุเหล็กแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอต่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์อย่างรอบด้าน เช่น พัฒนาการทางสมอง พัฒนาการทางร่างกาย การเคลื่อนไหว รวมถึงพัฒนาการทางอารมณ์ที่สามารถสร้างได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะ

วิตามินกับการตั้งครรภ์

วิตามิน C
คุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ได้ทานวิตามินซีอย่างเหมาะสมจะช่วยป้องกันการแท้งบุตรได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรกินวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามิน E
วิตามินอี มีความสำคัญมากๆ สำหรับผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์เพื่อมีเจ้าตัวน้อย เพราะจะช่วยให้ผู้หญิงมีไข่ตกตรงเวลา ง่ายต่อการคำนวณวันไข่ตกเพื่อการตั้งครรภ์ และรวมถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วย จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อและเซลล์เม็ดเลือดของเจ้าตัวในครรภ์ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีควรกินวิตามินอี 10 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามิน D
วิตามินดีช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกให้แก่เจ้าตัวน้อยในครรภ์ ทำให้โครงสร้างกระดูกมีความสมบูรณ์เมื่อเจ้าตัวน้อยโตขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดี คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินวิตามินดีวันละ 400 หน่วยสากล (IU)

วิตามินบีรวม (B1 B2 B3 B6 B12)

สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่แพ้ท้องสามารถกินวิตามินบี 6 เพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้อง และควรกินวิตามินบี 1 (thiamine) 3 มิลลิกรัม / วิตามินบี 2 (riboflavin) 2 มิลลิกรัม / วิตามินบี 3 (niacin) 20 มิลลิกรัม / วิตามินบี 12 ปริมาณ 6 ไมโครกรัม เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์

OMEGA 3
โอเมก้า 3 จะช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนของคุณตั้งครรภ์ ทำให้มดลูกแข็งแรง ช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิต ลดภาวะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวเจ้าตัวน้อยดี เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และเจ้าตัวน้อย ควรกินโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลาเป็นประจำ

สังกะสี
สำหรับคุณแม่ที่เตรียมจะตั้งครรภ์ สังกะสีจะช่วยทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ดี และการแบ่งตัวของเซลล์ไข่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในผู้หญิงตั้งครรภ์ สังกะสี หรือ ซิงค์ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ของเจ้าตัวน้อยในครรภ์อีกด้วย เพื่อสุขภาพครรภ์ที่สมบูรณ์คุณแม่ตั้งครรภ์ควรกินสังกะสี วันละ 15 มิลลิกรัม

ไอโอดีน
ไอโอดีน มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ในคุณแม่ตั้งครรภ์ การขาดไอโอดีนจะทำให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์แคระแกรน เกิดความผิดปกติทางสมอง และหูหนวกได้ นอกจากนี้การได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะทำให้คลอดก่อนกำหนด หรือทำให้เจ้าตัวน้อยเสียชีวิตได้ เพื่อสุขภาพทางสมองที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวน้อย คุณแม่ตั้งครรภ์ควรต้องกินไอโอดีนวันละ 175 - 200 ไมโครกรัม

ยังเหลือสารอาหารที่สำคัญอีก 1 ตัว ที่เราจะมาคุยกันในครั้งหน้าคะ นั้นก็คือ กรดโฟลิก(โฟเลต)

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
สารอาหารที่สำคัญต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย  (3)

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

วันนี้เราจะมาพูดกันถึงสารอาหารที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ นั้นก็คือ กรดโฟลิก(โฟเลต) นั้นเองค่ะ



การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นเรื่องสำคัญในทุกช่วงวัยของชีวิตนะคะ อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ก็มีสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต้องเสริมเพิ่มเติมให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, ไอโอดีน รวมถึง กรดโฟลิก (Folic Acid) จะต้องได้รับในปริมาณสูงกว่าปกติ หลักการรับประทานอาหารของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ควรเลือกอาหารที่มีความหลากหลายและมีสารอาหารครบถ้วน บำรุงร่างกายด้วยวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย พร้อมส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายแม่ในช่วงตั้งครรภ์ แต่ถึงแม้ว่าคุณแม่จะได้รับสารอาหารที่ดีที่สุดแล้ว ยังจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมให้เพียงพอและเหมาะสมกับร่างกายของคนท้องด้วยนะคะ

แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนรับประทานวิตามินเสริมโดยเฉพาะกรดโฟลิก ที่ต้องเสริมก่อนหน้าตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนและตลอดระยะเวลา 3 เดือนของการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก กรดโฟลิกจำเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านหลอดประสาทของทารก หากคุณแม่มีข้อสงสัยสามารถปรึกษากับแพทย์เรื่องการดูแลสุขภาพก่อนที่จะเลือกรับประทานวิตามินและอาหารเสริมใด ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยระหว่างอุ้มท้องนะคะ

ประโยชน์ของกรดโฟลิกระหว่างตั้งครรภ์
กรดโฟลิกเป็นวิตามินในกลุ่มวิตามินบี เป็นรูปแบบอาหารเสริมเรียกว่าโฟเลต พบในผักสดหลายชนิด ในขั้นต้นกรดโฟลิกจะช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการด้านหลอดประสาทที่ผิดปกติ โดยหลอดประสาทจะสร้างอวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายของเจ้าตัวน้อย ได้แก่ สมองและไขสันหลัง รวมถึงกระดูกที่เชื่อม 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ดังนั้น ซึ่งมีจำเป็นมากนะคะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่แพทย์กำหนดและเพียงพอ ถ้าคุณแม่ที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์แต่วางแผนว่าจะตั้งครรภ์เมื่อใด ควรจะต้องรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิกและเสริมสารวิตามินนี้ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือนและตลอด 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะกรดโฟลิกนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำเกินไป ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้มีพัฒนาการทางสมอง ป้องกันโรคพิการแต่กำเนิดและและช่วยให้ร่างกายเจ้าตัวน้อยสุขภาพร่างกายที่แข็งแรสมบูรณ์ด้วยค่ะ

ถ้าคุณแม่วางแผนที่จะตั้งครรภ์ แนะนำให้เริ่มรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิกล่วงหน้าทันทีเลยค่ะ เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ทารกในครรภ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ กรดโฟลิกมีความสำคัญในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แต่ถึงจะไม่ได้ตั้งครรภ์ การรับประทานกรดโฟลิกยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มากทีเดียว ควรเสริมกรดโฟลิกในมื้อเช้า ซึ่งจะพบมากในอาหารจำพวกขนมปังและธัญพืชนะคะ

ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แนะนำให้คุณแม่รับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิกทุกวัน การเลือก อาหารสำหรับคนท้อง เป็นเรื่องสำคัญนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโฟเลตตามธรรมชาติ หรือคุณแม่ลองสอบถามแพทย์ผู้ดูแลก็ได้ค่ะว่าคนท้องควรเสริมวิตามินชนิดใดบ้าง เพราะวิตามินแต่ละยี่ห้อมีปริมาณแตกต่างกัน จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนว่ารับประทานยี่ห้อใดและปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ โดยปริมาณกรดโฟลิกที่แนะนำสำหรัคุณแม่ตั้งครรภ์คือ 400 ไมโครกรัมต่อวัน อาหารเสริมกรดโฟลิกโดยเฉพาะและวิตามินการตั้งครรภ์บางชนิด โดยทั่วไปมีปริมาณกรดโฟลิกเพียงพอต่อการรับประทาน 1 เม็ดต่อ 1 วัน คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับสารอาหารเสริมปริมาณเพียงพอแน่นอนค่ะ แต่ถ้าคุณแม่เลือกซื้อและเลือกทานในรูปแบบวิตามินรวม ที่ใน 1 เม็ดจะมีวิตามินรวมกับวิตามินประเภทอื่นๆ จำเป็นต้องตรวจสอบฉลากว่าแต่ละเม็ดมีปริมาณโฟเลตเท่าไรด้วยนะคะ เพราะอาหารเสริมแต่ละชนิดมีระดับวิตามินแตกต่างกันไป ควรเช็คให้ดีว่ารับประทานเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับสารอาหารที่แม่ท้องแต่ละคนต้องการ

อาหารที่มีโฟเลตสูง
การรับประทานอาหารเสริมโฟเลตในระหว่างตั้งครรภ์เป็นหลักโภชนาการที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้ค่ะ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ แหล่งอาหารที่มีโฟเลตตามธรรมชาติมากที่สุด ได้แก่ ผักใบเขียว ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผลไม้ตระกูลส้ม พาสลี่ จมูกข้าวสาลี ธัญพืชที่เป็นส่วนผสมในขนมปัง รวมถึงถั่วเมล็ดแห้ง และคุณพ่อคุณแม่สามารถลองดูปริมาณกรดโฟลิกคร่าวๆตามอาหารที่ยกตัวอย่างมาดังนี้ค่ะ
• ถั่วเลนทิลต้มครึ่งถ้วย ให้โฟลิก 180 ไมโครกรัม
• กระเจี๊ยบมอญต้มครึ่งถ้วย ให้โฟลิก 134 ไมโครกรัม
• หน่อไม้ฝรั่งต้มสุก 6 หน่อ ให้โฟลิก 132 ไมโครกรัม
• ผักปวยเล้งต้มสุกครึ่งถ้วย ให้โฟลิก 130 ไมโครกรัม
• ถั่วแดงครึ่งถ้วย ให้โฟลิก 114 ไมโครกรัม
• อะโวคาโดสดครึ่งผล ให้โฟลิก 80 ไมโครกรัม
• น้ำส้มคั้น 1 แก้ว ให้โฟลิก 80 ไมโครกรัม
• ข้าวโพดนึ่ง 1 ฝักใหญ่ ให้โฟลิก 52 ไมโครกรัม
• สับปะรด 1 ขีด ให้โฟลิก 54 ไมโครกรัม

ประโยชน์ของการเสริมกรดโฟลิกในระหว่างตั้งครรภ์
ผู้หญิงที่วางแผนมีลูกควรเสริมกรดโฟลิกอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน - 1 ปีก่อนที่จะตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดได้มากถึง 50% หรืออย่างน้อยที่สุดควรรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือนนะคะ

ประโยชน์ของการเสริมกรดโฟลิกในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์
ข้อกำหนดขนาดของกรดโฟลิกที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ มีดังนี้
• ช่วงก่อนตั้งครรภ์ควรได้รับ 400 ไมโครกรัมต่อวัน
• ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ได้รับอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน
• ช่วงเดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ (ในเดือนที่ 4 - 6 และ 7 - 9 ของการตั้งครรภ์) ควรได้รับ 600 ไมโครกรัมต่อวัน
• ช่วงให้นมบุตรควรได้รับ 500 ไมโครกรัมต่อวัน

ประโยชน์ของการรับประทานกรดโฟลิก
การขาดกรดโฟลิกทำให้เด็กทารกเกิดภาวะหลอดประสาทไม่เชื่อมติดกันหรือ Neural Tube Defect (NTD) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
• Spina Bifida หรือพัฒนาการของไขสันหลังไม่สมบูรณ์ และ
• Anencephaly หมายถึงพัฒนาการของสมองส่วนสำคัญไม่สมบูรณ์

หากเจ้าตัวน้อยที่เกิดมามีภาวะไม่มีสมองหรือกะโหลกศีรษะจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อย ส่วนเด็กที่เป็นโรคที่มีความบกพร่องของไขสันหลังจะพิการไปตลอดชีวิต การรับประทานอาหารเสริมโฟลิกอย่างเพียงพอตามที่กล่าวมาจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้กับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ค่ะ ทั้งยังลดความเสี่ยงของภาวะหลอดประสาทไม่ปิดได้ถึง 70% หากคุณแม่เคยมีประสบการณ์คลอดลูกแล้วมีปัญหา NTD มาก่อน ยิ่งจำเป็นจะต้องเพิ่มปริมาณกรดโฟลิกที่ได้รับต่อวันให้มากขึ้นกว่าคนอื่น ประมาณ 4,000 ไมโครกรัมต่อวัน หรือมากกว่าคนอื่นประมาณ 10 เท่านะคะ

ประโยชน์ข้อสำคัญคือ กรดโฟลิกจะช่วยลดความเสี่ยงพิการในลักษณะโรคปากแหว่งเพดานโหว่ การแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองในของคุณแม่ได้ด้วยค่ะ เหตุผลที่ต้องปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อน เพราะการรับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปจะเกิดผลเสียได้เหมือนกัน อาจส่งผลทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคออทิสติก และถ้าเป็นลูกผู้หญิงอาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนเมื่อโตขึ้นค่ะ

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
                        อาหารเพิ่มน้ำนมคุณแม่

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่




อาหารบำรุงน้ำนม เชื่อว่าคุณแม่ส่วนใหญ่ให้เจ้าตัวน้อยดื่มนมจากเต้าของคุณแม่เอง เพราะน้ำนมแม่คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวน้อยและยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยอย่างครบถ้วน แต่การให้เจ้าตัวน้อยดื่มนมแม่นั้น คุณแม่จะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเจ้าตัวน้อยด้วย เพราะการสร้างน้ำนมนั้นจะต้องดึงเอาสารอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไป ไปผลิตเป็นน้ำนมนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าคุณแม่จะทานอะไรก็จะส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยเสมอ จึงควรคิดไว้เสมอว่าอาหารของแม่ก็คืออาหารของเจ้าตัวน้อยค่ะ จึงนำ 18 อาหารบำรุงน้ำนมมาแนะนำคุณแม่ค่ะ

 

มะละกอสุก

ผลไม้มากประโยชน์ที่มีรสชาติหวานอร่อยและสามารถกระตุ้นการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี แถมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สามารถลดอาการท้องผูกในช่วงหลังคลอดได้อีกด้วย จึงเป็นเมนูที่คุณแม่หลังคลอดนิยมทานเพื่อเพิ่มน้ำนมมากที่สุด นอกจากนี้ การทานมะละกอสุกเป็นประจำ ก็จะช่วยในการลดน้ำหนักหลังคลอดได้ดีเช่นกัน

 

หัวปลี

หัวปลีหรือปลีกล้วย เป็นส่วนที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินซี แคลเซียมและฟอสฟอรัส โดยสารอาหารเหล่านี้สามารถกระตุ้นการผลิตน้ำนมในแม่ลูกอ่อนได้ดี และมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ซึ่งหัวปลีก็สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนูด้วยกัน สำหรับเมนูที่เหมาะกับคุณแม่หลังคลอดที่สุด ได้แก่ แกงเลียงหัวปลี ทอดมันหัวปลี และยำหัวปลี เป็นต้น

 

ฟักทอง

ผักแสนอร่อยที่สามารถทำขนมก็ได้ ทำอาหารก็ดี โดยในฟักทองนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอและแร่ธาตุฟอสฟอรัส ที่นอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายและบำรุงสายตาได้ดี แล้วก็นิยมทานเพื่อเพิ่มน้ำนมในคุณแม่หลังคลอดอีกด้วย โดยเมนูจากฟักทองที่คุณแม่ควรทาน ได้แก่ ฟักทองผัดไข่ และแกงฟักทอง เป็นต้น

 

แครอท

แครอท มีวิตามินสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ได้ดีและได้น้ำนมที่มีคุณภาพอีกด้วย นอกจากนี้ ก็สามารถบำรุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งตัวคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแครอทก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นต้มจืด หรือข้าวผัด

 

กระเทียม

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบทานกระเทียม คงต้องเปลี่ยนความคิดกันหน่อยแล้ว เพราะกระเทียมสามารถบำรุงน้ำนมหลังคลอดได้ดีที่สุด โดยจะทำหน้าที่ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ส่งผลให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น แต่ก็อาจต้องระวังเรื่องกลิ่นตัวกันหน่อย เนื่องจากกระเทียมมีกลิ่นที่ฉุนแรงมาก จึงอาจทำให้เกิดกลิ่นตัวแรงได้นั่นเอง โดยการทานกระเทียมนั้น นอกจากทานในรูปของส่วนประกอบในอาหารแล้ว แนะนำให้ทานแบบสดๆ วันละ 5-6 กลีบจะช่วยในเรื่องของน้ำนมและปัญหาเหน็บชาได้ดี

 

ใบแมงลัก

ใบแมงลักเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม มีลักษณะคล้ายใบกะเพรา สามารถนำมาทานเพื่อขับลมหรือขับเหงื่อได้เป็นอย่างดี แถมยังมีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมของคุณแม่หลังคลอดไหลดีขึ้นอีกด้วย ในการนำมารับประทาน สามารถทานสดๆ หรือนำมาปรุงอาหารก็ได้

 

มะรุม

มะรุม พืชผักมากประโยชน์ที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูงมาก โดยส่วนใหญ่จะนิยมนำมาทานเพื่อเสริมสร้างกระดูกของคุณแม่หลังคลอด แต่ในขณะเดียวกัน ก็สามารถเร่งการขับน้ำนมได้เช่นกัน ซึ่งจะทานในส่วนของใบและดอกนั่นเอง สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาน้ำนมน้อย ลองทานมะรุมกันดูค่ะ

 

ผักชีฝรั่ง

เมื่อน้ำนมออกน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก การทานผักชีฝรั่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณแม่หลังคลอดเช่นกัน เพราะผักชีฝรั่งจะช่วยทดแทนการสูญเสียธาตุเหล็ก ที่มีความจำเป็นต่อการผลิตน้ำนม จึงทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากขึ้น หมดปัญหาเรื่องน้ำนมไหลน้อยไปได้เลย

 

ผักคะน้า

คะน้า ผักที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จึงสามารถกระตุ้นการผลิตน้ำนมให้คุณแม่หลังคลอดและทำให้น้ำนมไหลดีมากขึ้น เพียงทานผักคะน้าบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานสดๆ หรือนำมาประกอบอาหารก็ตาม นอกจากนี้ ผักคะน้าก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายมีความแข็งแรงยิ่งขึ้นและต่อต้านการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

 

ผักโขม

ผักโขม ตัวช่วยในการขับน้ำนมที่ดีที่สุด และอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและมีโปรตีนสูง จึงสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยฟื้นฟูสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ก็สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน

 

ยี่หร่า

ยี่หร่า อาหารเพิ่มน้ำนมแม่ที่ให้ผลลัพธ์ดีมาก ซึ่งก็อุดมไปด้วยวิตามินมากมาย ที่ไม่เพียงแต่จะเพิ่มน้ำนมเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อย โดยส่งผ่านไปทางน้ำนมของแม่อีกด้วย หรือจะทานเพื่อลดอาการจุกเสียด แน่นท้องช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย และรักษาอาการเจ็บป่วยก็ได้เช่นกัน

 

ใบกะเพรา

น้ำนมออกน้อย ใบกะเพราะช่วยคุณได้ เพียงทานใบสดๆ เป็นประจำ ก็จะทำให้คุณแม่มีน้ำนมมากขึ้นและสามารถบำรุงธาตุไฟหลังคลอดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ หากมีอาการไข้หวัดหรืออาการคลื่นไส้อาเจียน คุณแม่ก็ยังสามารถทานใบกะเพราเพื่อบรรเทาอาการได้ด้วยเช่นกัน

 
ขิง

ขิง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้แล้ว ก็สามารถบำรุงน้ำนมของคุณแม่หลังคลอดได้เหมือนกัน นั่นก็เพราะขิงอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยในการผลิตน้ำนมโดยตรง ซึ่งการทานขิงอาจทานในรูปของการนำไปประกอบอาหารหรือที่นิยมมากที่สุด ก็คือ การทำน้ำขิงดื่มเพื่อสุขภาพและความสดชื่นนั่นเอง

 

กุยช่าย

กุยช่าย พืชผักที่คุณแม่หลังคลอดนิยมทานมากที่สุด เพราะมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาและการมองเห็นของเจ้าตัวน้อย โดยจะส่งผ่านไปทางน้ำนมของคุณแม่ ให้เจ้าตัวน้อยได้รับคุณประโยชน์แบบจัดเต็ม

 

ผักชีลาว

ผักชีลาว หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้มเคยมากนัก แต่ขอบอกเลยว่าสามารถกระตุ้นน้ำนมได้ดีสุดๆ ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่หมดกังวลเรื่องน้ำนมน้อยไปได้เลย นอกจากนี้ผักชีลาวก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น ช่วยลดความดันโลหิต จึงเหมาะกับผู้ที่มีความดันสูงและช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ คลายอาการปวดท้องได้อย่างดีเยี่ยม

 

เมล็ดขนุนต้มสุก

เมื่อทานขนุนหมดแล้ว อย่าเพิ่งทิ้งเมล็ดขนุนเชียวค่ะ นั่นก็เพราะว่าเมล็ดขนุนอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่มากมาย สามารถนำมาต้มทานสุกๆ ช่วยขับน้ำนมและเพิ่มน้ำนมในคุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี แถมยังมีฤทธิ์ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะจึงสามารถทานเมล็ดขนุนเพื่อบรรเทาอาการได้

 

มันเทศ

อีกหนึ่งอาหารเพิ่มน้ำนมที่ให้ผลลัพธ์โดนใจคุณแม่ ด้วยการกระตุ้นให้น้ำนมเพิ่มมากขึ้นและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพของเจ้าตัวน้อย โดยจะทานยอดอ่อนของมันเทศนั่นเอง สามารถนำมาทานสดๆ ได้บ่อยตามต้องการ

 

ตำลึง

ตำลึงผักตระกูลเถาที่ปลูกง่ายมาก แถมทานง่าย อร่อยและมีประโยชน์อย่างมากมาย ที่สำคัญคือ สามารถบำรุงและเพิ่มน้ำนมแม่หลังคลอดได้ดี ทำให้คุณหมดกังวลเรื่องน้ำนมน้อยไปได้เลย หรือใครที่มีปัญหาเลือดจาง เสียเลือดมากหลังคลอด การทานตำลึงบ่อยๆ ก็จะช่วยบำรุงเลือดได้อย่างดีเยี่ยม และจะช่วยบำรุงเส้นผม กระดูกและสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
เทคนิคง่ายๆในการเพิ่มน้ำนมแม่ ให้มีมากยิ่งขึ้น

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



คุณแม่น้อยคนนักที่จะมีน้ำนมพร้อมสำหรับเจ้าน้อยในวันแรกที่ลืมตาดูโลก  กระบวนการสร้างน้ำนมของคุณแม่ ไม่ซับซ้อน แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้น้ำนมมามากและมาน้อยแตกต่างกันในคุณแม่แต่ละคน  วันนี้เราเคล็ดลับดีๆมาแนะนำเพื่อให้คุณแม่ทุกบ้านมีน้ำนมที่มากล้น เพื่อเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าตัวน้อย ก่อนอื่นคุณแม่ควรทำความรู้จักกับกลไกลการสร้างน้ำนมแม่ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมในการกระตุ้นอย่างถูกวิธี



กระบวนการสร้างน้ำนมแม่

กระบวนการสร้างน้ำนมแม่เกิดขึ้นตั้งแต่ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ครบ 8 สัปดาห์ เต้านมของคุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ลานหัวนมจะใหญ่และสีเข้มขึ้น หัวนมอาจจะตั้งขึ้น เต้านมแข็งและตึง จากนั้นจะค่อยๆขยายขนาดออก ซึ่งเต้านมใหญ่หรือเล็กนั้นไม่ใช่ตัวกำหนดปริมาณน้ำนมแต่อย่างใด การมีน้ำนมมากหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนต่อมน้ำนมภายในเต้านมมากกว่า  และการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยดูดนมอย่างถูกวิธีมากกว่า เมื่อตั้งครรภ์ในช่วง 2– 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบกำหนดการคลอด ฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีระดับสูงขึ้น ฮอร์โมนโปรแลคตินเป็นตัวการสำคัญในการผลิตน้ำนม น้ำนมแม่จะหลั่งได้เมื่อมีกลไกเกิดขึ้นดังนี้

 

เมื่อเจ้าตัวน้อยดูดนมแม่ ในขั้นตอนที่ 1 – 2 – 3 จะมีคำสั่งการไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่สมองส่วนหน้า โปรแลคตินถูกสร้างจากต่อมส่วนหน้า  ส่วนออกซีโตซินผลิตจากส่วนหลังของต่อมเดียวกัน โพรแลคติน จะถูกกระตุ้นให้หลั่งเพิ่มขึ้นเมื่อเจ้าตัวน้อยดูดนมแม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างน้ำนมขึ้นในต่อมน้ำนม  โพรแลคตินจะขึ้นสูงค้างอยู่หลังจากเจ้าตัวน้อยดูดนม นานประมาณ 30 นาที และลดลงหากเจ้าตัวน้อยไม่ได้ดูดนมต่อเนื่องบ่อยๆ สมองก็จะไม่ผลิตโพรแลคตินออกมาอีก น้ำนมก็จะผลิตออกมาน้อยตามไปด้วยค่ะ  และในขณะเดียวกัน สมองส่วนหลังก็หลั่ง ออกซิโตซินออกมา ทำให้เกิดการหลั่งน้ำนม การที่คุณแม่มีน้ำนมพุ่งออกมาจากเต้าเกิดจากออกซีโทซินกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ ต่อมน้ำนม และกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่พันอยู่รอบๆ ท่อน้ำนมมีการบีบตัว   ทำให้น้ำนมไหลไปสู่ลูกอย่างต่อเนื่องค่ะ เพราะฉะนั้น การดูดจึงสำคัญต่อการสร้างและหลั่งน้ำนม

 

ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษากระบวนการสร้างและหลั่งน้ำนมในสัตว์ที่นิยมนำมาทำนมผงดัดแปลงสำหรับทารกพบว่า วัว แพะ มีการสร้างและหลั่งน้ำนมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เเพะเป็นสัตว์ที่มีการสร้างและหลั่งน้ำนมแบบอะโพไครน์ แบบเดียวกับนมแม่ จึงทำให้นมแม่และนมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่หลุดออกมาพร้อมกับน้ำนมในปริมาณสูง เรียกว่า Bioactive Components

 

น้ำนมเพื่อลูกรักทุกๆหยดต้องมี Bioactive Components เพราะ Bioactive Components ประกอบด้วยสารอาหารธรรมชาติที่สำคัญต่อเจ้าตัวน้อยคือ

 

นิวคลีโอไทด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น

โพลีเอมีนส์ ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์

โกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต

นอกนมแม่และนมแพะจะมีกระบวนการสร้างน้ำนมแบบเดียวกันแล้ว นมแพะยังมีโครงสร้างของโปรตีนที่คล้ายคลึงกับนมแม่มากด้วยเช่นกัน คือ  โปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides เป็นโปรตีนที่พบมากในนมแพะและนมแม่โดยธรรมชาติ มีคุณสมบัติพิเศษคือ นุ่ม ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้ง โปรตีน CPP ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารสำคัญ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม

 

เทคนิคเพิ่มน้ำนมแม่ ให้มีมากยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญในการเพิ่มน้ำนมแม่ ให้มีมากและเหลือล้นนั้น คือ ทำให้ร่างกายหลั่งโปรแลคตินเพิ่มขึ้น โดยการให้ลูกดูดนมตามหลัก 4 ดูด ดังนี้

 

ดูดเร็ว เทคนิคในข้อนี้เน้นให้คุณแม่ทุกคนหลังลอดบุตรแล้ว หากฟื้นตัวดีแล้วและลูกอยู่ในสภาพร่างกายปกติ ให้นำมาดูดกระตุ้นนมแม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สองชั่วโมงแรกหลังคลอดดีที่สุด


ดูดบ่อย ให้ดูดนมแม่ได้เลย ทุกๆ 2 ชั่วโมง สม่ำเสมอ ช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาเร็วมากขึ้น

ดูดถูกวิธี  ปากของเจ้าตัวน้อยต้องเปิดกว้าง เพื่ออมหัวนมให้ลึกที่สุดจนมิดลานนม ถ้าลานนมกว้างก็ให้อมให้มากที่สุด คางแนบเต้า ปลายจมูกชิดหรือแตะเต้านม และริมฝีปากบน-ล่างบานออก แบะๆลักษณะเหมือนปากปลา คางของลูกจรดกับเต้านมแม่ จมูกเจ้าตัวน้อยไม่ถูกสิ่งใดกดเบียด

 
ดูดเกลี้ยงเต้า เพื่อให้เจ้าตัวน้อยได้รับน้ำนมส่วนท้าย ไม่ค้างเต้า การมีน้ำนมค้างเต้าทำให้ร่างกายรับรู้โดยอัตโนมัติ จึงไม่ผลิตน้ำนมมาเพิ่ม เพราะฉะนั้นหากเจ้าตัวน้อยดูดไม่หมดต้องปั๊มเก็บให้เกลี้ยงเต้าทุกครั้ง


ยิ่งให้เจ้าตัวน้อยดูดนมแม่มากเท่าไหร่ น้ำนมแม่ก็จะถูกผลิตออกมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอต่อความต้องการของเจ้าตัวน้อย ทั้งนี้คุณแม่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง ไม่มีความเครียด เพื่อส่งเสริมการสร้างและหลั่งน้ำนมให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอด


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่



มดลูก เป็นอวัยวะที่รับภาระหนักมาตลอด 9 เดือน จากที่มีขนาดเล็กเท่าผลชมพู่ กลับต้องมาขยายใหญ่กว่าผลแตงโมเพื่อรองรับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ และหลังการคลอดแล้วยังต้องบีบรัดตัวให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งทำให้เกิดการเจ็บปวดบ้างประมาณ 2 - 3 วัน และอาจเจ็บเล็กน้อยต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ จนมดลูกกลับเข้าสู่เชิงกราน หลังคลอดใหม่ๆ มดลูกจะมีน้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อมดลูก เศษเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวในระหว่างการตั้งครรภ์  และเลือด ถ้าคุณแม่คลำดูหน้าท้องก็จะพบว่ามดลูกมีขนาดโตเท่ากับตอนตั้งท้องได้ 4 -5 เดือน หรือเท่ากับผลส้มโอ เมื่อมดลูกหดตัวขนาดก็จะค่อยๆ ลดลงด้วย ในวันแรกหลังคลอดระดับของมดลูกจะอยู่ราวๆ ระดับสะดือของคุณแม่ และจะค่อยๆ ลดลงวันละประมาณ 1 นิ้วมือ ประมาณ 10 - 12 วันหลังคลอดคุณแม่ก็จะไม่สามารถคลำมดลูกตนเองได้จากทางหน้าท้องแล้ว และขนาดของมดลูกจะลดลงต่อไปอีกจนเมื่อคุณแม่กลับไปตรวจหลังคลอด 5 - 6 สัปดาห์ ขนาดของมดลูกก็จะเล็กลงเท่ากับขนาดปกติ คือ หนักประมาณ 50 กรัม


ช่องคลอดและแผลฝีเย็บ เป็นผิวหนังที่อยู่ระหว่างอวัยวะเพศกับทวารหนัก ในการคลอดอาจจะถูกกรีดเพื่อให้สะดวกต่อการคลอดและเย็บติดไว้ ไม่ว่าจะเย็บด้วยไหมละลายหรือใช้ไหมชนิดตัด แผลในช่องคลอดอาจจะบวมเล็กน้อย ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดแผลบ้าง นั่งได้ลำบากในช่วง 2 - 3 วันแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆ หายไป และแผลในช่องคลอดจะหายสนิทใน 3 - 4 สัปดาห์หลังคลอด


เต้านม หลังการคลอดกลไกในร่างกายของคุณแม่จะกระตุ้นให้มีน้ำนม จึงอาจเกิดอาการคัดตึงบ้าง คุณแม่ควรให้เจ้าตัวน้อยดูดนมแม่ เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการคัดตึงแล้ว เจ้าตัวน้อยยังได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งภูมิต้านทานที่เหมาะสมและดีที่สุดจากแม่อีกด้วย


ผนังหน้าท้อง หลังคลอดแล้วบริเวณหน้าท้องที่เคยกลมนูนก็จะแบนราบลง แต่ไม่ใช่ว่าจะราบเรียบเสียทีเดียว เพราะคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะจากการบริหารร่างกายกว่าหน้าท้องจะกลับมาเป็นปกติ ในสมัยก่อนอาจมีคำแนะนำให้คุณแม่หลังคลอดลดหน้าท้องด้วยการอยู่ไฟหรือนาบหน้าท้อง โดยหวังว่าจะทำให้ผนังหน้าท้องหดเข้าที่ ปัจจุบันก็ทราบกันแล้วว่าไม่จริง เพราะการบริหารร่างกายหลังคลอดเท่านั้นที่จะช่วยให้ผนังหน้าท้องของคุณแม่ที่ยืดออกมากหดเข้าที่ ถ้าคุณแม่สามารถทำกายบริหารจนใส่กระโปรงหรือกางเกงตัวเดิมที่ใส่ได้ก่อนตั้งครรภ์ก็จะดีมาก


ปวดท้องน้อยหลังคลอด ในขณะตั้งครรภ์อวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในอุ้งเชิงกรานจะยืดขยายออกตามขนาดของเจ้าตัวน้อย หลังจากคลอดแล้วก็จะมีการรัดหดตัวเพื่อกลับเข้าสู่ขนาดปกติ ด้วยเหตุนี้คุณแม่จึงปวดท้องน้อยเมื่อมดลูกหดรัดตัว ซึ่งอาการปวดนี้จะคล้ายๆ กับการปวดประจำเดือนหรือตอนเจ็บครรภ์เตือนในช่วงใกล้คลอด และคุณแม่จะรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อให้เจ้าตัวน้อยดูดนม เพราะฮอร์โมนออกซีโตซินที่หลั่งออกมาจะช่วยให้มดลูกหดรัดตัวดีขึ้น


ถ่ายปัสสาวะลำบาก และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คุณแม่อาจรู้สึกถ่ายปัสสาวะลำบากขึ้นเนื่องจากช่องคลอดและบริเวณทางเดินปัสสาวะยังมีอาการบวมอยู่ การขมิบกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดเหมือนตอนกลั้นปัสสาวะจะช่วยให้คุณแม่ถ่ายปัสสาวะได้ดีขึ้น ซึ่งอาการปวดขัดปัสสาวะนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายใน 2 - 3 วันหลังคลอด อย่างไรก็ตามถ้าคุณแม่มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะแสบขัด ปวดหลังบริเวณใต้ชายโครงและเป็นไข้หนาวสั่นอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากระหว่างการคลอดศีรษะของทารกกดทับที่บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะอยู่นาน อาจทำให้น้ำปัสสาวะค้างขังอยู่นานหรือย้อนกลับขึ้นไปที่บริเวณไตจนทำให้ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที


อาการท้องผูก การเกิดท้องผูกในช่วงหลังคลอดนั้นมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวเพื่อบีบขับอุจจาระออกมามีการชะลอตัว ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหน้าท้องยังคงหย่อน ทำให้ความดันในช่องท้องลดลง ประกอบกับระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัว คุณแม่หลังคลอดจึงเกิดอาการท้องผูกได้ง่าย และยิ่งมีแผลฝีเย็บด้วยแล้วคุณแม่ก็อาจกลัวเจ็บแผลจนไม่อยากถ่ายเลยก็ได้ ทำให้คุณแม่หลายคนยังมีอาการท้องผูกไปอีกหลายวัน ขอให้คุณแม่รับประทานอาหารที่มีกากใบมากๆ ดื่มน้ำให้มาก และพยายามเบ่งอุจจาระ ไม่ต้องกลัวว่าแผลจะแยก แล้วอาการท้องผูกจะค่อยๆ หายไป และช่วยลดอาการของริดสีดวงทวาร จึงทำให้คุณแม่สบายตัวขึ้น


ริดสีดวงทวาร คุณแม่หลังคลอดมักมีอาการของริดสีดวงทวารหรือเส้นเลือดขอดบริเวณทวารหนัก ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดที่บริเวณอุ้งเชิงกรานถูกกดทับเนื่องจากการตั้งครรภ์และการคลอด เมื่อคลำดูจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนิ่มๆ ที่โป่งขึ้นมาบริเวณทวารหนัก ซึ่งอาจทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บหรือมีเลือดออกร่วมด้วยขณะถ่ายอุจจาระ คุณแม่จึงควรปรึกษาหมอเพื่อช่วยดูแล


น้ำคาวปลา คือ เนื้อเยื่อและเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงมดลูกหลังการคลอด ซึ่งเกิดจากการหลุดลอกตัวของรก น้ำคาวปลาจะถูกขับออกมาจากมดลูก 3 ระยะจนกว่าแผลจะหาย ใน 3 - 4 วันแรกน้ำคาวปลาจะมีสีออกแดงๆ และมีปริมาณค่อนข้างมาก ต่อจากนั้นจะค่อยๆ ลดปริมาณและมีสีจางลงเป็นสีชมพูหรือน้ำตาล และประมาณวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะมีสีเหลืองขุ่นๆ หรือใสและจะหมดไปในที่สุด แต่คุณแม่บางรายอาจใช้เวลานานกว่านี้เป็นเดือนก็ได้ เพราะระยะเวลาในการมีน้ำคาวปลาของคุณแม่จะแตกต่างกันไปตั้งแต่ 2 - 6 สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปจะมีประมาณ 3 สัปดาห์ ถ้าคุณแม่ให้เจ้าตัวน้อยดูดนมก็จะช่วยย่นระยะเวลาการมีน้ำคาวปลาให้สั้นลงได้ เพราะขณะที่ฮอร์โมนออกซีโตซินกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของน้ำนมก็จะช่วยให้มดลูกหดรัดตัวกลับคืนสู่ภาวะปกติเร็วขึ้นและยังช่วยให้เสียเลือดน้อยลงได้อีกด้วย (ถ้าน้ำคาวปลาออกน้อยก็ไม่ต้องตกใจ เพราะในปัจจุบันแพทย์มักจะฉีดยาให้มดลูกหดตัว จึงทำให้เสียเลือดหรือน้ำคาวปลาน้อยลง ส่วนคำโบราณที่ว่า "คลอดแล้วน้ำคาวปลาต้องออกมา" นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะถ้าออกมากเกินไปก็แปลว่าต้องเสียเลือดมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้)


น้ำหนักตัว หลังคลอดวันแรกน้ำหนักตัวของคุณแม่จะลดลงไปประมาณ 6 กิโลกรัม เนื่องจากลูกน้อยที่คลอดออกมา รก น้ำคร่ำ และน้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายได้ถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ ต่อจากนั้นน้ำหนักของคุณแม่จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อถึงวันไปตรวจหลังคลอดน้ำหนักควรจะลดลงเท่ากับน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์หรือไม่เกิน 2 - 3 กิโลกรัม ถ้าคุณแม่มีน้ำหนักมากกว่าเดิมก็ควรออกกำลังกายและควบคุมอาหารให้เหมาะสม


ผมร่วง คุณแม่หลายคนมักมีอาการผมร่วงและผมบางหลังคลอด บางรายเกิดเร็วทันทีหลังคลอดจนถึงช่วง 2 - 3 เดือนต่อมา ก็ไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลมากไปนะครับ ถ้าคุณแม่บำรุงร่างกายตามปกติ อีกไม่นานเส้นผมก็จะขึ้นใหม่เองค่ะ


สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ

จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
การดูแลตัวเองหลังคลอด (กรณีคลอดเอง) ตอนที่ 1


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

การเคลื่อนไหวร่างกายหลังคลอด หลังการคลอดไม่มีการห้ามไม่ให้คุณแม่เคลื่อนไหวนะค่ะ แต่ในทางกลับกันแพทย์และพยาบาลจะส่งเสริมให้คุณแม่เคลื่อนไหวด้วยซ้ำ ด้วยการเดินไปห้องน้ำเองบ้าง ไปล้างหน้าและแปรงฟันบ้าง ฝึกดูแลเจ้าตัวน้อยบ้าง ทั้งนี้หมายถึงกรณีทั่วไปที่คุณแม่คลอดได้ตามปกติและไม่มีปัญหาใดๆ นะค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ร่างกายมีการขยับตัวของกล้ามเนื้อและทำให้แผลฝีเย็บสมานเร็วขึ้น แต่มีสิ่งที่ควรระวังอยู่ 2 อย่าง คือ 1 เนื่องจากคุณแม่เสียเลือดไปในขณะคลอดมากกว่าปกติ ฉะนั้นควรระวังอาการหน้ามืดเป็นลมในระยะหลังคลอดใหม่ๆ และ 2 อย่าลืมว่ามดลูกเพิ่งผ่านการทำงานมาอย่างหนัก ดังนั้น การเคลื่อนไหวใดๆ ก็ขอให้ไม่ให้กระทบกระเทือนกับมดลูก เช่น การยกของหนัก หิ้วน้ำเป็นถังๆ ฯลฯ แบบนี้ไม่ควรทำค่ะ นอกเหนือจากนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายตามที่หมอแนะนำ การเดินไปไหนมาไหน หรือขึ้นลงบันไดก็ย่อมทำได้ครับ และถ้าครบเดือนไปแล้วก็ขับรถไปทำงานได้ตามปกติ


 

การดูแลแผลฝีเย็บ หลังการคลอดปกติทางช่องคลอด คุณแม่จะมีความรู้สึกปวดแผลฝีเย็บซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าปวดมากหมอจะให้ยาแก้ปวดเพื่อระงับการปวดแผลที่ฝีเย็บหรือแผลผ่าตัดทั่วๆ ไปก็ใช้ยาพวกไทลินอล (Tylenol) หรือพาราเซตามอล (Paracetamol) 2 เม็ดทุก 4 – 6 ชั่วโมง อาการก็จะทุเลาลง ส่วนการอบแผลด้วยความร้อนและการอาบน้ำอุ่นก็จะช่วยให้อาการบวมที่แผลลดน้อยลงและช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลได้เช่นกัน สำหรับยาแก้อักเสบนั้นหมอจะจ่ายให้เฉพาะผู้ที่ไม่ได้เตรียมการคลอดให้สะอาดหรือแผลฝีเย็บกว้างเท่านั้น เพื่อป้องกันการอักเสบของแผล (บางคนขอให้หมอสั่งยาดีๆ ให้ แผลจะได้หายเร็ว แต่ความจริงแล้วยาที่จะทำให้แผลหายเร็วไม่มีนะครับ ถ้าคุณแม่ดูแลร่างกายอย่างดี บำรุงอย่างดี ร่วมกับการคลอดที่ถูกถูกวิธีก็จะช่วยให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น)

 

การล้างแผลฝีเย็บ นั้นควรล้างด้วยน้ำต้มสุกอุ่นๆ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างแผลเป็นพิเศษแต่อย่างใด เมื่อล้างเสร็จแล้วให้ใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีซับให้แห้งก็เพียงพอแล้ว (หากแผลโดนน้ำตอนอาบน้ำก็ไม่มีปัญหาครับ แค่ล้างด้วยน้ำเปล่าโดยปล่อยให้ไหลรินผ่านก็พอ ห้ามใช้หัวฉีดล้างชำระหรือใช้ฝักบัวล้างโดยตรง เพราะแรงดันของน้ำอาจทำให้แผลเปิดแยกออกจากกันได้ และยังอาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ส่วนลึกๆ ของแผลได้อีกด้วย) หลังจากนั้น 5 – 6 วันแผลก็มักจะติดกันและแห้งดี ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

หลังปัสสาวะคุณแม่ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นชำระล้างบริเวณแผลก็เพียงพอแล้ว ซึ่งจะช่วยลดอาการแสบคันและป้องกันการอักเสบได้ ส่วนภายหลังการถ่ายอุจจาระเสร็จ คุณแม่ควรใช้กระดาษชำระเช็ดไปทางด้านหลัง ไม่ควรเช็ดออกมาทางด้านหน้า เพราะอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้ามาปนเปื้อนบริเวณแผลจนเกิดการอักเสบได้

ในช่วงหลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาไหลซึมออกมาทางช่องคลอด คุณแม่ก็ต้องใส่ผ้าอนามัยเอาไว้ตลอดและเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพราะหากแผลแฉะอับชื้นก็จะทำให้เกิดการอักเสบได้

 

สถานพยาบาลบางแห่งนิยมอบแผลด้วยไฟฟ้า ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำและไม่ค่อยได้ช่วยอะไร แต่ถ้าแผลบวมมาก การอบไฟฟ้าหรือนั่งแช่น้ำอุ่นเช้าและเย็นครั้งละ 15 นาที เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณปากช่องคลอดมากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้หายเร็วขึ้นได้บ้างครับ

 

การอยู่ไฟ การอยู่ไฟของคนไทยได้ทำสืบต่อกันมาอย่างยาวนานจนบางคนเรียกระยะหลังคลอด “ระยะอยู่ไฟ” เพราะเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการอาการปวดและบำบัดโรคหลังคลอดได้ ซึ่งก็มีทั้งการอยู่ไฟแบบโบราณและแบบสมัยใหม่ แต่ควรอยู่ไฟอ่อนๆ ห้ามนำเจ้าตัวน้อยเข้าไปอยู่ไฟด้วย และในระหว่างการอยู่ไฟจะทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อมาก จึงอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ คุณแม่จึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การอยู่ไฟหลังคลอด)

 

การนั่งและยืนให้ถูกท่า ผู้หญิงเวลานั่งบริเวณฝีเย็บจะโดนน้ำหนักตัวทับลงกับพื้น จึงทำให้คุณแม่หลังคลอดใหม่ๆ นั่งตรงไม่ค่อยได้ หรือคนที่ชอบนั่งขัดสมาธิ ซึ่งการนั่งท่านี้ขาจะฉีกแยกจากกัน จึงทำให้แผลที่ตึงอยู่แล้วก็แทบจะปริแยกออกจากกัน แต่ท่านั่งที่ดีที่สุดก็คือ “ท่านั่งพับเพียบ” เพราะการนั่งท่านี้จะไม่ทำให้เจ็บแผลมาก แต่ถ้ายังนั่งไม่ถนัดก็ให้คุณแม่หาเบาะนุ่มๆ หรือหมอนรองนั่งมารองก็ได้ เพราะจะช่วยให้คุณแม่นั่งได้ง่ายขึ้นและมีอาการเจ็บปวดไม่มาก แต่เวลาจะลุกจะนั่งก็ต้องระวังด้วยนะครับ อย่าก้าวขามากเกินไปหรือลุกนั่งเร็วเกินไป เพราะจะทำให้แผลฝีเย็บที่ยังไม่หายดีปริออกจนต้องเย็บใหม่ได้ ส่วนท่ายืนนั้นจะตรงข้ามกับท่าเดิน คุณแม่ไม่ควรเดินหนีบๆ เพราะจะทำให้แผลเกิดเสียดสีกัน แต่ให้เดินแบบแยกขาออกจากกันเล็กน้อย เดินแยกนิดหน่อยแต่พองาม โดยให้เดินอย่างนี้ประมาณ 7 วันแล้วแผลก็จะค่อยๆ หายเอง หลังจากนั้นก็สามารถกลับมาเดินในท่าปกติได้ครับ

 

การให้นมเจ้าตัวน้อย คุณแม่ควรกระตุ้นให้น้ำนมไหลด้วยการให้เจ้าตัวน้อยดูดนมทันทีหลังคลอดและดูดบ่อยๆ ทุก 2 ชั่วโมง สลับข้างกัน ไม่ควรให้น้ำร่วมด้วยเพราะจะทำให้ลูกอิ่มเร็ว ไม่ค่อยดูดนม คุณแม่ไม่ควรเลี้ยงเจ้าตัวน้อยด้วยนมแม่สลับกับขวดนม เพราะจะทำให้เจ้าตัวน้อยติดหัวนมยางได้ เวลาให้นมเจ้าตัวน้อยคุณแม่ควรให้เจ้าตัวน้อยคาบหัวนมไปจนถึงบริเวณลานหัวนม (มิดลานนม) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของน้ำนม (หากเจ้าตัวน้อยกินไม่หมดก็สามารถบีบเก็บไว้ในตู้เย็นได้) เพื่อป้องกันหัวนมแตก และยังมีผลทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วและไม่ทำให้เจ้าตัวน้อยดูดลมเข้าทางมุมปากเพื่อป้องกันเจ้าตัวน้อยท้องอืดได้อีกด้วย

 

คุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งให้เจ้าตัวน้อยดูดนม อาจรู้สึกเจ็บหัวนมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการงับดูดนมของเจ้าตัวน้อยยังไม่ถูกต้อง ถ้าคุณแม่ให้เจ้าตัวน้อยงับไปถึงลานหัวนมก็จะช่วยป้องกันไม่ให้หัวนมเจ็บได้ ถ้ารู้สึกเจ็บหัวนมอาจใช้โลชั่นทาที่แผ่นผ้าซับน้ำนมเพื่อลดการเสียดสีที่หัวนม หรือให้ใช้น้ำนมของคุณแม่ทาบริเวณหัวนมซึ่งจะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้บ้าง และช่วยให้แผลบริเวณหัวนมหายเร็วขึ้นอีกด้วย

 

ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการให้นมอาจเกิดปัญหาท่อน้ำนมอุดตันได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากอาการคัดเต้านม มีสิ่งติดค้างอยู่ที่หัวนมทำให้น้ำนมไหลไม่สะดวก หรือคุณแม่ใส่ยกทรงรัดแน่นเกินไป ถ้าคลำดูก็จะพบว่ามีก้อนในเต้านมและผิวบริเวณนั้นจะบวมแดง คุณแม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ลูกดูดนม แล้วคลึงบริเวณที่เป็นก้อนเบาๆ ช่วยให้น้ำนมไหลพุ่งเพื่อจะได้มีแรงดันท่อที่อุดตันให้เปิดออก หรืออาจใช้น้ำอุ่นประคบ แต่ถ้าลองแล้วยังไม่ได้ผลก็ควรปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าปล่อยไว้อาจทำให้เป็นฝีที่เต้านมได้

 

คุณแม่ล้างมือให้สะอาดก่อนจับเต้านมทุกครั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ไม่จำเป็นต้องเช็ดหัวนมทุกครั้งที่ให้นมลูก

 

ควรดูแลรักษาความสะอาดเต้านมและหัวนมด้วยทุกครั้งทั้งก่อนและหลังลูกดูดนมเสร็จ โดยใช้น้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดและซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด (ไม่ควรฟอกสบู่บริเวณเต้านม)

 

การดูแลเต้านม ในช่วงหลังคลอดและให้นมลูก เต้านมของคุณแม่จะมีขนาดและน้ำหนักมากเป็น 3 เท่าของเต้านมปกติ ทำให้เอ็นที่พยุงเต้านมเกิดการยืด คุณแม่จึงควรสวมยกทรงพยุงไว้เพื่อช่วยป้องกันการหย่อนยานและลดความเจ็บปวด และควรให้เต้านมแห้งสะอาดก่อนสวมชั้นในทุกครั้ง คุณแม่ไม่ควรสวมยกทรงแบบที่เป็นโครงเหล็ก เพราะอาจจะไปกดทับท่อน้ำนม

 

ถ้ารู้สึกเจ็บปวดเต้านมใน 2 – 3 วันหลังคลอด จะเป็นการคั่งของเลือดและน้ำเหลืองให้คุณแม่ประคบด้วยความเย็นและความร้อนสลับกันเพื่อลดความเจ็บปวด

 

อาการตึงคัดเต้านมหลังคลอดนั้น ถ้าคุณแม่ให้ลูกดูดนมก็จะช่วยลดอาการตึงคัดได้

คุณแม่ควรใช้สำลีชุบน้ำหรือโลชั่นทำความสะอาดเต้านม ไม่ควรใช้สบู่เพราะจะทำให้หัวนมแตกและเจ็บได้

 

สำหรับการดูแลเต้านมก็แค่ทำพร้อมกับการอาบน้ำในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว และหากมีปัญหาหัวนมแตกหรือเจ็บ ควรใช้ครีมทาตามที่แพทย์สั่งและงดให้นมข้างนั้นจนกว่าจะหาย ในระหว่างงดให้นมคุณแม่ควรบีบน้ำนมทิ้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของน้ำนมไปด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ.  (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์)

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)

คู่มือมารดาหลังคลอดและการดูแลทารก.  (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
การดูแลตัวเองหลังคลอด (กรณีคลอดเอง) ตอนที่ 2


วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 

การรักษาความสะอาดของร่างกาย ถ้าเป็นการคลอดทางช่องคลอดปกติ คุณแม่สามารถอาบน้ำสระผมได้ตามปกติ อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และสระผมได้สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง เพราะในระหว่างรอคลอดและการคลอด นอกจากคุณแม่จะได้ใช้พลังงานในการเบ่งคลอดไปมากแล้วยังทำให้ร่างกายมีเหงื่อไคลซึ่งอาจหมักหมมได้ แต่สิ่งที่ควรระวังสำหรับการอาบน้ำก็คือ อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากร่างกายในช่วงหลังคลอดยังอ่อนเพลียอยู่ ส่วนการเข้าห้องน้ำก็ต้องระวังเรื่องการลื่นล้ม เพราะร่างกายอ่อนเพลียที่อาจทำให้คุณแม่หน้ามืดเป็นลมได้ง่าย และควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสอวัยวะเพศ เพราะอวัยวะเพศจะมีแผลทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย



การเปลี่ยนผ้าอนามัย ในช่วงหลังคลอดน้ำคาวปลาจะออกมาก 2 – 3 วันแรก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ โดยให้เปลี่ยนทันทีที่รู้สึกว่าผ้าอนามัยมีเลือดชุ่มหรือเปลี่ยนบ่อยๆ ทุกๆ 3 ชั่วโมง เพื่อความสะอาดอยู่เสมอ อย่าให้เกิดการหมักหมมหรือมีกลิ่นเหม็น เพราะจะทำให้ฝีเย็บเกิดการอักเสบได้ง่าย และควรดึงจากทางด้านหน้าไปด้านหลังทั้งหมดเพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้ (ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด)


อาหารการกินของคุณแม่หลังคลอด โดยทั่วไปอาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอดควรจะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด และมีกากใยมาก เพื่อป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากในช่วงหลังคลอดระยะแรกๆ ฮอร์โมนที่ทำให้ท้องผูกยังออกฤทธิ์อยู่ (ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน) ประกอบกับระยะนี้คุณแม่ไม่อยากเบ่งอุจจาระเพราะกลัวเจ็บแผล ก็ยิ่งมีโอกาสท้องผูกมากขึ้น ส่วนอาหารรสจัดก็ควรงดไปก่อน เพราะอาจทำให้คุณแม่ท้องเสียได้ง่าย


สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเอาใจใส่ คุณแม่ต้องคิดถึงปริมาณและคุณค่าที่จะได้รับอย่างเพียงพอในแต่ละวัน โดยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่ ผักและผลไม้สด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอจากการคลอด ทำให้สุขภาพของคุณแม่กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม และช่วยให้มีสารอาหารเพียงพอที่จะสร้างน้ำนมที่มีคุณภาพให้แก่ลูก (โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คุณแม่ควรรับประทานให้มาก เพื่อเอาไปสร้างน้ำนมให้ลูก และเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ส่วนไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่ แป้ง ข้าว และน้ำตาลนั้น ควรกินให้น้อย คุณแม่ที่อ้วนอยู่แล้วจะได้ไม่อ้วนหนักมากไปกว่าเดิม)

คุณแม่รับประทานอาหารทะเลบ้างเพื่อน้ำนมแม่จะได้มีแร่ธาตุไอโอดีนสำหรับเพิ่มไอคิวให้แก่ลูก นอกจากนั้นก็ตองรับประทานผักและผลไม้ให้มากเพื่อป้องกันภาวะท้องผูก ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำจนรู้สึกกระหาย และควรดื่มน้ำทุกครั้งก่อนให้นมลูก หากต้องการดื่มน้ำหวานควรดื่มน้ำผลไม้คั้นสดแทน (คุณแม่บางรายที่อาจยังไม่อยากรับประทานอาหาร ควรได้รับวิตามินเสริมไปจนกว่าจะได้ตรวจหลังคลอด)

คุณแม่หลังคลอดสามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิด ไม่มีของแสลงอย่างที่หลายคนข้าใจกัน เช่น การให้กินข้าวกับเกลือหรือปลาเค็มเป็นเวลานานและงดเนื้อสัตว์อื่นๆ ซึ่งจะทำให้กลายเป็นโรคขาดสารอาหารได้ หรือให้กินแต่เนื้อสัตว์อย่างเดียว ไม่ให้กินผักผลไม้เลย ก็จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งกากใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายที่ควรได้รับไป

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ รวมถึงอาหารปรุงไม่สุก อาหารรสจัดมากเกินไป และอาหารหมักดองทุกชนิดคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง ส่วนการรับประทานยาหรือเครื่องดื่มสมุนไพรต่างๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะสมุนไพรบางชนิด เช่น ไพล มีฤทธิ์ทำให้มดลูกคลายตก ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ตกเลือดได้ จึงควรเลี่ยงการใช้ยาและอาหารบางชนิด

หากคุณแม่มีความกังวลในเรื่องของน้ำหนักตัว ควรงดอาหารประเภทที่มีแป้งและอาหารที่มีไขมันมาก โดยเฉพาะไขมันที่มาจากเนื้อสัตว์และอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ควรกินแต่พอสมควรนะคะ และควรงดขนมหวาน เพราะอาหารพวกนี้ล้วนแต่ทำให้อ้วนและให้ประโยชน์แก่ร่างกายน้อย แต่ไม่ควรใช้วิธีอดอาหาร

คนโบราณมักให้หญิงหลังคลอดกินยาดองเหล้าซึ่งทำจากสมุนไพรต่างๆ ดองกับเหล้าขาว สมุนไพรที่มีอยู่ในเหล้านั้นก็ไม่ทราบว่าจะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพราะมักจะไม่บอกส่วนผสมว่าใส่อะไรลงไปบ้าง ส่วนชาวจีนนิยมให้กินไก่หรือหมูผัดขิงผสมเหล้า ถ้าไม่ใส่เหล้าก็คงจะดีหรอกครับ เพราะไก่เป็นอาหารที่ให้โปรตีน สำหรับขิงนั้นก็เป็นสมุนไพรชนิดที่ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี จึงไม่ห้ามถ้าจะกินไก่ผัดกับขิง แต่การใส่เหล้าลงไปในอาหารหรือการให้กินยาดองเหล้า เพื่อหวังที่จะให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ดี ซึ่งความจริงแล้วไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลยครับ เพราะแค่เป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดีเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้แข็งแรงเหมือนที่เข้าใจกัน แต่กลับตรงกันข้าม คุณแม่ที่เป็นโรคขาดสารอาหารและโลหิตจางด้วยแล้ว เหล้ายังเข้าไปทำลายเซลล์ตับ ทำให้หน้าที่ของตับเสื่อมลงได้ง่าย และยังออกมาทางน้ำนมอีก จึงก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยอีกด้วย

 

มีความเชื่อที่ว่าคุณแม่หลังคลอดที่รับประทานแกงเลียงหัวปลีจะช่วยทำให้มีน้ำนมมากขึ้น แต่เรื่องนี้ยังไม่มีการศึกษายืนยันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แกงเลียงก็มีสารอาหารเกือบครบทุกหมู่ที่ร่างกายต้องการ จึงเหมาะสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ดีครับ

คุณแม่ที่ให้นมลูกควรระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานยา เมื่อเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์เพราะยาหลายชนิดสามารถผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูกได้ เช่น ยานอนหลับ ยาปฏิชีวนะ ยาจีน ยาดองเหล้า ฯลฯ

นอกจากนี้อาหารบางอย่าง อาหารรสจัดหรือมีกลิ่นฉุนรุนแรง เช่น เครื่องเทศต่าง ๆ อาจทำให้น้ำนมมีรสชาติหรือกลิ่นผิดไปจากเดิมได้ จึงทำให้ลูกไม่ยอมดูดนมทั้งที่หิวอยู่


ยาบำรุงหลังคลอด หลังคลอดแพทย์จะให้เฉพาะยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล และให้ยาบำรุงเลือดกลับไปรับประทานที่บ้านเท่านั้น ส่วนยาอื่นๆ นอกเหนือจากที่แพทย์สั่งไม่รับประทานโดยเด็ดขาด หลังการคลอดร่างกายจะเสียเลือดไปมาก ซึ่งเลือดเหล่านี้มีธาตุเหล็กและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้น ยาที่ให้คุณแม่หลังคลอดจึงเป็นวิตามินรวมหรือวิตามินบีกับธาตุเหล็ก เพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปและเพื่อช่วยสร้างน้ำนมให้แก่ลูกน้อย หมอจะสั่งยาบำรุงให้ไปกินที่บ้านอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือน ถ้าระหว่างคลอดตกเลือดมากก็อาจต้องให้ธาตุเหล็กมากขึ้นหรือนานกว่าในรายปกติ


การพักผ่อนร่างกายหลังคลอด คุณแม่ควรพักผ่อนตามปกติเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่คุณแม่หลายคนที่เลี้ยงเจ้าตัวน้อยเองอาจจะเหนื่อยและรู้สึกว่านอนไม่พออยู่บ้าง เพราะเจ้าตัวน้อยร้องกวนต้องคอยดูแล ทำโน่นทำนี่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรพยายามหาโอกาสพักผ่อนในช่วงที่เจ้าตัวน้อยนอนหลับบ้าง โดยควรนอนหลับให้ได้รวมแล้วอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ในเวลากลางวันควรหลับบ้างขณะเจ้าตัวน้อยหลับให้ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ในขณะที่ให้นมเจ้าตัวน้อยไม่ควรหลับ เพราะเต้านมอาจปิดจมูกจนเจ้าตัวน้อยหายใจไม่ออกได้ (ในอดีตการคลอดเป็นเรื่องสถานการณ์ที่ลำบากเพราะการแพทย์ยังไม่ทันสมัย มีอาการตกเลือดหลังคลอดกันมาก มีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน หรือบางคนเป็นฝีตามเส้นเลือดที่ขา ฯลฯ จึงทำให้คนโบราณมองการคลอดและระยะหลังคลอดเป็นเรื่องใหญ่ จึงมีการห้ามอะไรหลายอย่าง เช่น ห้ามอาบน้ำตอนกลางคืน ห้ามถูกแดด ห้ามถูกลม ห้ามรับประทานอาหารบางอย่าง เพราะถือเป็นของแสลง ฯลฯ แต่ในปัจจุบันการคลอดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นก็มีน้อย หมอจึงเห็นว่าควรให้ร่างกายของคุณแม่กลับเข้าสู่กิจวัตรประจำวันตามปกติที่เคยเป็นมาก่อนตั้งครรภ์ให้เร็วที่สุดภายใน 1 เดือน)


การดูแลหลังคลอด

ดูแลสุขภาพจิตของคุณแม่หลังคลอด นอกจากการปรับตัวทางร่างกายแล้ว คุณแม่ยังต้องปรับจิตใจให้เข้ากับสภาพของการเป็นคุณแม่ที่สมบูรณ์ด้วย ซึ่งผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ “คุณพ่อ” ซึ่งจะต้องช่วยดูแลประคับประคองเอาใจใส่ ให้กำลังใจ แสดงความห่วงใยต่อความไม่สบายใจและความกังวลใจของคุณแม่หลังคลอด รวมถึงคอยช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น กิจวัตรประจำวัน การช่วยเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย เพื่อให้คุณแม่ได้มีโอกาสพักผ่อนบ้าง เป็นต้น
 

การมีเพศสัมพันธ์หลังคลอด เพื่อเป็นการรักษาแผลที่ฝีเย็บ และเพื่อป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูก หมอจะให้งดมีเพศสัมพันธ์จนกระทั่งมาตรวจสุขภาพในช่วง 4 – 6สัปดาห์หลังคลอด (แต่ก็ไม่จำเป็นทุกกรณีไป ถ้าน้ำคาวปลาหมด แผลที่ช่องคลอดหายดี และไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้ว การร่วมเพศก็ไม่ทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้น และสามารถทำได้หลังจากคลอดไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งจะไม่มีอันตรายใดๆ เพราะในช่วงหลังคลอดคุณแม่จะยังคงมีน้ำคาวปลาไหลอยู่ การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้จึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อในช่องคลอดและในโพรงมดลูกมากกว่าปกติ ถ้าหากร่างกายของคุณแม่ยังไม่พร้อมหรือไม่มีความสนใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะคุณแม่กำลังปรับตัวเข้าหาเจ้าตัวน้อย มีอารมณ์แปรปรวน หรือจิตใจยังพะวงอยู่กับลูกน้อย คุณแม่ก็ควรพูดคุยกับคุณพ่อเพื่อจะได้มีความเข้าใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรให้คุณพ่อสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและป้องกันการตั้งครรภ์

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ.  (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์)

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)

คู่มือมารดาหลังคลอดและการดูแลทารก.  (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

 

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com

*

baby8

  • **
  • 59
    • View Profile
การดูแลตัวเองหลังคลอด (กรณีคลอดเอง) ตอนที่ 3

 

วันนี้ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ ของเรามีบทความที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

 
การมาของประจำเดือนและการคุมกำเนิดหลังคลอด ในช่วงหลังคลอด ระดับฮอร์โมนจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้คุณแม่มีการตกไข่และเริ่มมีประจำเดือน คุณแม่จะเริ่มมีไข่ตกได้เร็วสุดในช่วง 3 สัปดาห์หลังคลอด และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะเริ่มมีประจำเดือน สำหรับคุณแม่ให้เจ้าตัวน้อยกินนมอาจมีผลทำให้ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรแล็กตินที่กระตุ้นการสร้างน้ำนมจะมีผลกดการทำงานของรังไข่ทำให้ไข่ไม่สามารถตกได้ คุณแม่ที่ให้เจ้าตัวน้อยกินนมทุกวันอย่างสม่ำเสมอจึงมักไม่มีประจำเดือนในช่วง 6 เดือนแรก แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้ให้เจ้าตัวน้อยกินนมแม่ ประจำเดือนอาจจะเริ่มมาตามปกติภายใน 4 – 8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม แม้ประจำเดือนจะมาแล้วคุณแม่ก็ยังให้นมเจ้าตัวน้อยได้ตามปกติ เพราะการมีประจำเดือนไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณค่าของน้ำนมแม่แต่อย่างใด และแม้ว่าประจำเดือนจะยังไม่มาก็ตาม คุณแม่ก็ควรคุมกำเนิดก่อนจะมีเพศสัมพันธ์หลังคลอด หรือเริ่มคุมกำเนิดหลังจากไปตรวจร่างกายเมื่อครบ 6 สัปดาห์หลังคลอด เพราะถ้าร่างกายมีไข่ตก คุณแม่ก็สามารถตั้งครรภ์ได้อีกในทันที ในช่วงนี้หากคุณแม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ก็ควรได้รับการคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีด้วย และถ้าจะให้ดีภายหลังการคลอด คุณแม่ควรเว้นการมีบุตรออกไปอย่างน้อย 2 ปี เพื่อคุณแม่จะได้มีเวลาในการดูแลเจ้าตัวน้อยอย่างเต็มที่และเพื่อให้ร่างกายและอวัยวะภายในมีช่วงเวลาฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม ซึ่งการคุมกำเนิดก็มีทั้งแบบชั่วคราวและถาวร เช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว การฉีดยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย การฝังยาคุมกำเนิด การสวมถุงยางอนามัย เป็นต้น (คุณแม่ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น เป็นโรคครรภ์เป็นพิษ โรคความดันโลหิตสูง โรคตับอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ด ยาฉีด และยาฝังคุมกำเนิด แล้วใช้ห่วงคุมกำเนิดแทน)



การบริหารร่างกายหลังคลอด คุณแม่ที่คลอดตามปกติทางช่องคลอด หลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้วควรจะเริ่มต้นทำกายบริหารเพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ผนังท้องที่หย่อนยานหลังคลอด และผนังช่องคลอดที่หมอได้เย็บไว้ให้ดีแล้วจะไม่หย่อนยาน จึงขอให้เริ่มบริหารร่างกายได้ตั้งแต่วันที่สองหลังการคลอดเป็นต้นไป ส่วนคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าคลอดก็ควรรอให้ครบ 20 วันก่อนแล้วจึงเริ่มบริหารร่างกายได้ ไม่ต้องรอให้นานกว่านี้ เพื่อให้ร่างกายกลับมากระชับเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็ว

 

การฝึกขมิบช่องคลอด หลังการคลอดปากมดลูกจะกลับคืนสู่สภาพปกติภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนช่องคลอดอาจจะกลับสู่สภาพปกติได้ไม่ดีนักถ้าหากขาดการออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณนี้ คุณแม่จึงควรฝึกขมิบบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความกระชับของบริเวณช่องคลอดให้กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งการฝึกขมิบนี้คุณแม่สามารถทำได้ทันทีในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และควรเพิ่มจำนวนรอบให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อพยุงช่องเชิงกราน ช่วยลดโอกาสการเกิดการหย่อนของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน และลดโอกาสเกิดปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะราดในอนาคต (การขมิบจะคล้ายกับการกลั้นปัสสาวะ แล้วค่อยๆ คลายออก ในแต่ละวันให้ทำอย่างสม่ำเสมอบ่อยๆ)

การดูแลผิวพรรณหลังคลอด อาการท้องแตกลายนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและป้องกันได้ยาก ส่วนรอยดำคล้ำตามบริเวณข้อพับต่างๆ นั้นจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งรอยดำเหล่านี้จะค่อยๆ จางลงในช่วงหลังคลอด คุณแม่ไม่ต้องพยายามขัดหรือถูออก เพราะอาจจะทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังได้ สำหรับรอยดำบางส่วนที่เห็นได้ชัด เช่น ลำคอ คุณแม่อาจใช้แป้งทาปกปิดได้บ้างครับ

 

การดูแลผมหลังคลอด ในระยะหลังคลอดอาจเกิดอาการผมร่วงมากกว่าปกติ แต่ถือเป็นภาวะปกติและเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้นคุณแม่จึงไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลไป เพราะโดยทั่วไปแล้วอาการผมร่วงนี้จะหายไปเองภายใน 6 – 12 เดือน ซึ่งต่างกันในแต่ละกรณี โดยจะมีผมเส้นใหม่ขึ้นมาแทนที่ คุณแม่จึงอาจถือโอกาสนี้ในการเปลี่ยนทรงผมใหม่ โดยอาจตัดผมสั้นซึ่งเป็นทรงที่ดูแลง่าย ทำให้คุณแม่ไม่ต้องหวีผมบ่อย จึงช่วยลดอาการผมร่วงได้ดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการผมร่วงรุนแรงคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์

การทำกิจกรรมของคุณแม่หลังคลอด ในช่วงสัปดาห์แรกคุณแม่ไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะจะทำให้มดลูกหย่อน ไม่ควรขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือขับรถโดยไม่จำเป็น แต่คุณแม่สามารถทำงานเบาๆ เช่น กวาดบ้าน ซักผ้า ล้างจานได้บ้าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถและเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว ส่วนการทำงานตามปกติควรทำภายหลัง 4 – 6 สัปดาห์ และได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอดแล้ว

 

คุณแม่ที่เป็นริดสีดวง ควรป้องกันไม่ให้ท้องผูกโดยการดื่มน้ำและรับประทานผักและผลไม้ให้ได้มากๆ (คุณแม่ที่มีอาการท้องผูกก็เช่นกัน) หากมีอาการปวดอาจประคบด้วยถุงน้ำแข็งเพื่อลดความเจ็บปวด แต่ถ้าปวดมากอาจใช้ครีมหรือยาเหน็บตามที่แพทย์สั่ง


การตรวจร่างกายหลังคลอด คุณแม่ควรได้รับการตรวจร่างกายในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อตรวจดูการคืนสภาพของปากมดลูกและอวัยวะในอุ้งเชิงกราน (หรือแผลผ่าตัดหน้าท้อง หากคุณแม่ผ่าท้องคลอด) และตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ด้วยการตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขตั้งแต่ต้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนในด้านต่างๆ เช่น การคุมกำเนิด แม้ว่าคุณแม่หลังคลอดจะยังไม่มีประจำเดือนมาก็ตาม

หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด (ใน 1 ชั่วโมง ชุ่มผ้าอนามัย 1 แผ่น และเลือดที่ออกมาเป็นก้อน มักเกิดจากแผลในโพรงมดลูกบริเวณที่รกเกาะเนื่องจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีหรือมีเศษรกตกค้างอยู่ในโพรงมดลูก), น้ำคาวปลาผิดปกติ (สีไม่จางลง ปริมาณไม่ลดลง มีก้อนเลือดออกมา หรือมีกลิ่นเหม็น) ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยไม่สัมพันธ์กับอาหาร (เมื่อมีอาการปวดท้องหากคุณแม่กินยาแล้วหายปวดก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้ากินยาแล้วยังไม่หายปวดก็ควรรีบไปพบแพทย์) แผลฝีเย็บผิดปกติ (ปกติแล้วแผลฝีเย็บจะหายเจ็บค่อนข้างเร็ว จากวันแรกเจ็บ 100% วันที่สองเจ็บ 70% วันที่สามเจ็บ 40% วันที่สี่เจ็บ 10% และพอถึงวันถัดไปก็จะหายเจ็บไปเลย แต่ถ้าเจ็บมากขึ้นและมีแผลบวม แผลแดงมากขึ้น ก็แสดงว่าเกิดการอักเสบ) ปวดศีรษะบ่อยและปวดเป็นเวลานาน (อาจเกิดความดันโลหิตสูง เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเครียดจากการคลอด) มีไข้สูงหรือหนาวสั่น (อุณหภูมิสูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส) และมีอาการอักเสบของอวัยวะอื่นร่วมด้วย ปัสสาวะแสบขัด (อาจเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากดูแลความสะอาดไม่ดีพอ) มดลูกเข้าอู่ช้า (หลังคลอดไปแล้ว 2 สัปดาห์ยังสามารถคลำพบมดลูกทางหน้าท้อง) มีก้อนที่เต้านมหรือเต้านมบวมแดง มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดหรือโรคซึมเศร้าหลังคลอด

 

ขอบคุณข้อมูลจากเวป medthai

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ.  (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์)

หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด.  (ศ. (คลินิก) นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ)

คู่มือมารดาหลังคลอดและการดูแลทารก.  (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

 

สามารถติดตามอ่านบทความอื่นของ www.baby8slot.com แหล่งรวมสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ของเล่นเสริมพัฒนาการ
จำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ของใช้เด็ก รถเข็น คาร์ซีท
https://www.baby8slot.com